การก่อการร้าย หมายถึง
..........ปฏิบัติการรุนแรงที่มีการคิดและเตรียมการไว้ก่อนล่วงหน้า เพื่อสร้างอิทธิพลกดดันต่อรัฐบาลหรือขู่เข็ญต่อสาธารณะ
..........โดยมีเหตุจูงใจทางการเมือง ศาสนา หรือลัทธิความคิด และการกระทำดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทำลายล้างที่รุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน และความปลอดภัยของสาธารณะ
..........สาเหตุของการก่อการร้าย มักเกิดจากความต้องการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือต้องการเผยแพร่ลัทธิความเชื่อ หรือต้องการเรียกร้องความสนใจจากรัฐบาลหรือประชาคมโลก
รูปแบบของสงครามการก่อการร้าย
..........การก่อการร้ายจะมุ่งกระทำต่อเป้าหมายที่เป็นสัญลักษณ์ รวมถึงพลเรือน เพื่อก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตวิทยาอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดความหวาดกลัว
..........เพื่อดำเนินจุดมุ่งหมายต่างๆ กัน อาทิเช่น การต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ภราดรภาพ
สงครามศาสนา ไปจนถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน
..........แต่ด้วยปัจจัยทางการเงินซึ่งเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติการสงครามเต็มรูปแบบ ผู้ก่อการร้ายส่วนใหญ่มักไม่มุ่งเป้าหมาย ไปยังสถานที่ที่มีการวางกำลังหรือมีระบบการป้องกันหนาแน่น
..........แต่เลือกที่จะปฏิบัติต่อเป้าหมาย ที่มีระบบการระวังป้องกันหละหลวม หรือเข้าปฏิบัติการในช่วงเวลาที่ไม่ได้คาดหมาย และเป้าหมายนั้นต้องเป็นเป้าหมายที่น่าจะได้รับความสนใจมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ลักษณะขององค์กรการก่อการร้าย
..........มักเป็นกลุ่มมีขนาดเล็ก มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น จึงสามารถปฏิบัติการอย่างลับๆ ได้ง่าย และข่าวสารรั่วไหลได้ยาก
..........นอกจากนี้สมาชิกขององค์กรมักจะมีพื้นฐานความเป็นอยู่ เชื้อชาติ ศาสนา
วัฒนธรรมในอดีตที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน จึงมีจุดร่วมที่เหนียวแน่น ทำให้ไม่เกิดความแตกแยก
..........จุดมุ่งหมายในการปฏิบัติการของผู้ก่อการร้าย อาจจำแนกได้หลายประการ
โดยอาจปฏิบัติการเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายประการเดียว หรือหลายประการรวมกันก็ได้
ได้แก่
..........1. การทำให้เป็นที่รู้จัก สร้างความสนใจ และสร้างการยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ซึ่งมักเป็นจุดประสงค์เบื้องต้นเมื่อแรกตั้งองค์กรหรือกลุ่มขึ้นมา
..........2. การบีบบังคับโดยการต่อต้านนโยบายหรือการกระทำของรัฐ เพื่อให้รัฐบาลทบทวนหรือแก้ไขนโยบายบางอย่าง
..........3. การบีบบังคับโดยการต่อต้านกลุ่มหรือตัวบุคคลมากกว่านโยบาย
..........4. การสร้างสถานการณ์ให้รัฐบาลตอบโต้ กระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเห็นใจ และหันมาให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย
..........5. การสนับสนุนการกบฏ การปฏิวัติ หรือการก่อการร้ายอื่นๆ
เทคนิคและวิธีการก่อการร้าย
มีรูปแบบหลักๆ ดังนี้
..........1. การลอบสังหารบุคคลสำคัญที่เป็นแกนนำการเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้าม
..........2. การใช้ระเบิด ได้แก่ การวางระเบิด หรือการใช้ระเบิดพลีชีพ ซึ่งเป็นวิธีที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายนิยมใช้มากที่สุดวิธีหนึ่ง
..........3. การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ เพื่อเรียกร้องความสนใจและให้ชื่อเสียงขององค์กรเป็นที่รู้จักในวงกว้าง รวมถึงอาจเป็นการเจรจาต่อรองให้ปล่อยเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ถูกกักขังโดยกองกำลังของฝ่ายตรงข้าม หรือเพื่อระดมเงินทุนให้กับองค์กร
..........4. การจัดตั้งตัวแทนหรือผลักดันตัวบุคคลสาธารณะที่มีแนวความคิดเดียวกันให้เป็นที่รู้จักในวงสังคม เพื่อขยายอิทธิพลของแนวความคิดและความเชื่อขององค์กรต่อสาธารณะ
วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ชุดที่ 024 การขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก
ชุดที่ 024 การขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก
..........ความสำเร็จของการปฏิวัติอุตสาหกรรมของชาติมหาอำนาจตะวันตกเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความต้องการแสวงหาแหล่งวัตถุดิบและตลาดระบายสินค้าใหม่ๆที่เพิ่มมากขึ้น อันนำไปสู่การขยายอิทธิพลและการยึดครองดินแดนอื่นในทวีปเอเชีย
..........อเมริกากลางและแอฟริกาทีี่อุดมสมบูรณ์ด้วยวัตถุดิบสำหรับเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้เมืองแม่ ซึ่งกลายเป็นที่มาของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
..........การแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในสมัยจักรวรรดินิยมยุคใหม่ส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องหลายประการ ประการแรกก็คือ
..........การแข่งขันกันขยายอิทธิพลของชาติตะวันตกได้ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ชาติมหาอำนาจเหล่านั้นในการยึดครองดินแดนต่างๆเป็นอาณานิคมของตน
..........โดยมีการอ้างภาระหน้าที่ของคนผิวขาวที่จะต้องไปปกครองและนำอารยธรรมไปเผยแพร่ให้กับคนผิวสีอื่นในดินแดนที่ล้าหลังและห่างไกลความเจริญ
ส่งผลให้ประชากรในดินแดนอาณานิคมเกิดการซึมซับในศาสนา วัฒนธรรม วิถีการดำเนินชีวิต แนวคิดและค่านิยมแบบตะวันตก
..........ผลกระทบที่ตามมาอีกประการของการขยายอิทธิพล ได้แก่ การเกิดข้อพิพาทและความขัดแย้งในผลประโยชน์ระหว่างชาติตะวันตก เป็นเหตุให้บรรยากาศทางการเมืองของโลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียด และเริ่มมีการแสวงหาพันธมิตรเพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับประเทศเมื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มอื่นที่มีผลประโยชน์ขัดกับตน จนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. 1914 และสิ้นสุดในปีค.ศ.1918
..........อย่างไรก็ดี การรวมกลุ่มเพื่อสร้างพันธมิตรก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักปัจจัยเดียวของการเกิดสงครามโลก สาเหตุหลักอีกข้อที่เป็นชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็คือความตื่นตัวในลัทธิชาตินิยมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ
..........ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี ฝรั่งเศสหรือออสเตรีย - ฮังการี ความรักและภาคภูมิใจในชาติของตนอย่างรุนแรงจนก่อเกิดเป็นลัทธิชาตินิยมทำให้รัฐชาติในยุโรปปรารถนาจะเห็นชนชาติของตนมีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือชาติอื่น และทะเยอทะยานที่จะผลักดันชาติของตนให้ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ
การแย่งชิงดินแดนอาณานิคม
..........การแข่งขันสร้างแสนยานุภาพทางทหารและขบวนการชาตินิยมเป็นเสมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ
..........จนกระทั่งถึงจุดแตกหักเมื่อสมาชิกกลุ่มชาตินิยมในเซอร์เบียที่ต่อต้านการแทรกแซงของจักรวรรดิออสเตรีย - ฮังการี
..........ซึ่งในขณะนั้นขัดแย้งกับเซอร์เบียเรื่องการสร้างเขตอิทธิพลในแหลมบอลข่าน ลอบปลงพระชนม์มกุฎราชกุมารฟรานซิส เฟอร์ดินานด์แห่งออสเตรีย - ฮังการีในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914
..........เหตุการณ์นี้ทำให้ประเทศต่างๆที่เป็นอริกันต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน
ก่อนที่จะประกาศสงครามต่อกันเป็นลูกโซ่ และกลายเป็นสงครามใหญ่ในเวลาต่อมา
..........สงครามครั้งนี้ได้แบ่งมหาอำนาจตะวันตกออกเป็น 2 ฝ่าย คือ
ฝ่ายไตรภาคีหรือมหาอำนาจกลาง ซึ่งประกอบด้วยเยอรมัน ออสเตรีย - ฮังการี ตุรกีและอิตาลี
..........และฝ่ายไตรพันธมิตรหรือพันธมิตร อันประกอบไปด้วยอังกฤษ
ฝรั่งเศส รัสเซียและสหรัฐอเมริกา สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายพันธมิตรและความพ่ายแพ้ของฝ่ายมหาอำนาจกลาง เป็นผลให้มีการทำสนธิสัญญาแวร์ซายส์สำหรับเยอรมัน รวมไปถึงสนธิสัญญาอีก 4 ฉบับสำหรับพันธมิตรของเยอรมัน
..........ในสนธิสัญญาดังกล่าวระบุให้ฝ่ายผู้แพ้สงครามต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล ต้องลดกำลังทางทหารและอาวุธ ตลอดจนต้องเสียดินแดนในอาณานิคมที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจให้แก่ฝ่ายพันธมิตรด้วย
สงครามโลกครั้งที่ 1
..........เป็นสงครามแห่งมวลมนุษยชาติครั้งแรกที่มีผู้คนจำนวนมากจากทุกทวีปเข้าร่วมการสู้รบ
..........และนับว่าเป็นความหายนะครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งเท่าที่เคยปรากฏใน ประวัติศาสตร์โลก ที่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงแก่ทุกฝ่าย อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชีวิต ทรัพย์สิน ระบบการค้าหรือการเงินระหว่างประเทศ
..........นอกจากนี้ การที่กลุ่มประเทศผู้แพ้สงครามถูกบีบบังคับให้ลงนามยอมรับข้อตกลงของสนธิสัญญาที่ตนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างก็ได้ก่อให้เกิดภาวะตึงเครียด
จนเป็นชนวนหนึ่งที่นำไปสู่ การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย
..........ความสำเร็จของการปฏิวัติอุตสาหกรรมของชาติมหาอำนาจตะวันตกเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความต้องการแสวงหาแหล่งวัตถุดิบและตลาดระบายสินค้าใหม่ๆที่เพิ่มมากขึ้น อันนำไปสู่การขยายอิทธิพลและการยึดครองดินแดนอื่นในทวีปเอเชีย
..........อเมริกากลางและแอฟริกาทีี่อุดมสมบูรณ์ด้วยวัตถุดิบสำหรับเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้เมืองแม่ ซึ่งกลายเป็นที่มาของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
..........การแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในสมัยจักรวรรดินิยมยุคใหม่ส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องหลายประการ ประการแรกก็คือ
..........การแข่งขันกันขยายอิทธิพลของชาติตะวันตกได้ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ชาติมหาอำนาจเหล่านั้นในการยึดครองดินแดนต่างๆเป็นอาณานิคมของตน
..........โดยมีการอ้างภาระหน้าที่ของคนผิวขาวที่จะต้องไปปกครองและนำอารยธรรมไปเผยแพร่ให้กับคนผิวสีอื่นในดินแดนที่ล้าหลังและห่างไกลความเจริญ
ส่งผลให้ประชากรในดินแดนอาณานิคมเกิดการซึมซับในศาสนา วัฒนธรรม วิถีการดำเนินชีวิต แนวคิดและค่านิยมแบบตะวันตก
..........ผลกระทบที่ตามมาอีกประการของการขยายอิทธิพล ได้แก่ การเกิดข้อพิพาทและความขัดแย้งในผลประโยชน์ระหว่างชาติตะวันตก เป็นเหตุให้บรรยากาศทางการเมืองของโลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียด และเริ่มมีการแสวงหาพันธมิตรเพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับประเทศเมื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มอื่นที่มีผลประโยชน์ขัดกับตน จนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. 1914 และสิ้นสุดในปีค.ศ.1918
..........อย่างไรก็ดี การรวมกลุ่มเพื่อสร้างพันธมิตรก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักปัจจัยเดียวของการเกิดสงครามโลก สาเหตุหลักอีกข้อที่เป็นชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็คือความตื่นตัวในลัทธิชาตินิยมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ
..........ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี ฝรั่งเศสหรือออสเตรีย - ฮังการี ความรักและภาคภูมิใจในชาติของตนอย่างรุนแรงจนก่อเกิดเป็นลัทธิชาตินิยมทำให้รัฐชาติในยุโรปปรารถนาจะเห็นชนชาติของตนมีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือชาติอื่น และทะเยอทะยานที่จะผลักดันชาติของตนให้ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ
การแย่งชิงดินแดนอาณานิคม
..........การแข่งขันสร้างแสนยานุภาพทางทหารและขบวนการชาตินิยมเป็นเสมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ
..........จนกระทั่งถึงจุดแตกหักเมื่อสมาชิกกลุ่มชาตินิยมในเซอร์เบียที่ต่อต้านการแทรกแซงของจักรวรรดิออสเตรีย - ฮังการี
..........ซึ่งในขณะนั้นขัดแย้งกับเซอร์เบียเรื่องการสร้างเขตอิทธิพลในแหลมบอลข่าน ลอบปลงพระชนม์มกุฎราชกุมารฟรานซิส เฟอร์ดินานด์แห่งออสเตรีย - ฮังการีในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914
..........เหตุการณ์นี้ทำให้ประเทศต่างๆที่เป็นอริกันต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน
ก่อนที่จะประกาศสงครามต่อกันเป็นลูกโซ่ และกลายเป็นสงครามใหญ่ในเวลาต่อมา
..........สงครามครั้งนี้ได้แบ่งมหาอำนาจตะวันตกออกเป็น 2 ฝ่าย คือ
ฝ่ายไตรภาคีหรือมหาอำนาจกลาง ซึ่งประกอบด้วยเยอรมัน ออสเตรีย - ฮังการี ตุรกีและอิตาลี
..........และฝ่ายไตรพันธมิตรหรือพันธมิตร อันประกอบไปด้วยอังกฤษ
ฝรั่งเศส รัสเซียและสหรัฐอเมริกา สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายพันธมิตรและความพ่ายแพ้ของฝ่ายมหาอำนาจกลาง เป็นผลให้มีการทำสนธิสัญญาแวร์ซายส์สำหรับเยอรมัน รวมไปถึงสนธิสัญญาอีก 4 ฉบับสำหรับพันธมิตรของเยอรมัน
..........ในสนธิสัญญาดังกล่าวระบุให้ฝ่ายผู้แพ้สงครามต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล ต้องลดกำลังทางทหารและอาวุธ ตลอดจนต้องเสียดินแดนในอาณานิคมที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจให้แก่ฝ่ายพันธมิตรด้วย
สงครามโลกครั้งที่ 1
..........เป็นสงครามแห่งมวลมนุษยชาติครั้งแรกที่มีผู้คนจำนวนมากจากทุกทวีปเข้าร่วมการสู้รบ
..........และนับว่าเป็นความหายนะครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งเท่าที่เคยปรากฏใน ประวัติศาสตร์โลก ที่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงแก่ทุกฝ่าย อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชีวิต ทรัพย์สิน ระบบการค้าหรือการเงินระหว่างประเทศ
..........นอกจากนี้ การที่กลุ่มประเทศผู้แพ้สงครามถูกบีบบังคับให้ลงนามยอมรับข้อตกลงของสนธิสัญญาที่ตนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างก็ได้ก่อให้เกิดภาวะตึงเครียด
จนเป็นชนวนหนึ่งที่นำไปสู่ การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย
ชุดที่ 023 ลัทธิชาตินิยม
ลัทธิชาตินิยม
..........ลัทธิชาตินิยมเป็นลัทธิการเมืองที่เน้นความจงรักภักดีต่อรัฐชาติ โดยถึงว่าชาติเป็นที่มาของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคมหรือวัฒนธรรม เป็นความรู้สึกรักรัฐชาติและความรู้สึกในเรื่องความเป็นชาติของคนในแต่ละสมัยแต่ละท้องถิ่น แม้จะมีลักษณะคล้ายลึงกันแต่ก็มีส่วนแตกต่างกันไปตามสภาพของภูมิศาสตร์ การเมือง สังคม และประวัติศาสตร์ เมื่อพิจารณาลักษณะละเอียดแล้ว ชาตินิยมของแต่ละชาติจึงมีลักษณะต่างกัน
..........ลัทธิชาตินิยมเจริญขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่15-17เกิดจากกษัตริย์ต้องการพ้นจากอำนาจของศาสนจักรคาทอลิก และอิทธิพลของขุนนางในระบอบพี่วดัล นโยบายพาณอชยนิยม ชึ่งรัฐใช้นโยบายสนับสนุนการค้าภายนอกเป็นนโยบายระดับชาติ ช่วงเพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจแก่กษัตริย์และชนชั้นกลาง ส่วนการสนับสนุนให้ใช้ภาษาประจำชาติแทนภาษาประจำชาติแทนภาษาละตินก็ทำให้วัฒธรรมของเชื้อชาติแต่ละเชื้อชาติเจริญขึ้น เนื้อหาทางวัฒนธรรมด้านต่างๆก็หันกลับไปสู่กรีกและโรมันแทนวัฒนธรรมของคริสต์ศาสนา จึงอาจกล่าวได้ว่าลัทธิชาตินิยมในเบื้องต้นนี้เป็นลัทธิชาตินิยมของชนชั้นสูงคือกษัตริย์
..........การปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นการมาชีพ แนวความคิดแบบสังคมนิยมชึ่งเน้นความเสนอภาค ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาตินิยมในยุคนี้ ชัยชนะของคอมมิวนิสต์ในรัสเซียทำให้พวกสังคมนิยมมีกำลังใจในการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนระบบการเมืองใหม่ ความคิดได้แผ่เข้าไปในเอเซียและแอฟริกา โดยเฉพาะประเทศอาณานิคมการกู้ชาติกับการเป็นสังคมนิยมจึงมีความสัมพันธ์กัน และมีลักษณะเป็นการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพต่อผ่ายปกครอง โดยเฉพาะที่เป็นคนต่างชาติ เป็นการปฏิวัติของผ่ายซ้ายต่อผ่ายขวา ในช่วงนี้จึงกล่าวได้ว่าลัทธิชาตินิยมเป็นอุดมคติของชนชั้นกรรมาชีพ
สาเหตุการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
..........1. การดำเนินนโยบายปฏิรูป
..........ใน ค.ศ. 1986 ดำเนินการปฏิรูปเป็นไปในลักษณะเสรีประชาธิปไตย นโยบายดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและคอมมิวนิสต์อนุรักษนิยม ในสมัยอดีตประธานาธิบดี มิคาอิล กอร์บาชอฟ ที่ใช้นโยบายกราสนอฟ-เปรเนฟรอยกา หรือ นโยบายปรับ-เปิด คือ ปรับปรุงภายในประเทศและเปิดรับอารยธรรมจากต่างชาติ แต่ประชาชนไม่มีทักษะที่ดีพอทางด้านการแข่นขันทางด้านการค้า เพราะเคยชินแต่การรอรับ การสั่งการจากรัฐบาล พอเปิดประเทศทำให้เกิดการตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
..........2. การใช้นโยบายที่ผ่อนปรนกับการเคลื่อนไหวในการแยกเอกราชจากสาธารณรัฐต่างๆ มากเกินไป ทำให้เกิดความเข้มแข็งจนรัฐบาลกลางไม่สามารถแก้ไขได้ในที่สุด
..........3.การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศโปแลนด์ ที่เคยเป็นอดีตประเทศบริวารเปลี่ยนไปปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยพรรคกรรมกรของนายเล็ก วาเล็นซาแห่งโปแลนด์ เป็นผู้นำ รวมถึงอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศยุโรปตะวันออกอื่นๆ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากนัก และการรวมเยอรมันนีซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงในสหภาพโซเวียตที่สำคัญ
ผลกระทบจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตที่มีต่อสังคมโลก
..........1. ทำให้สงครามเย็นระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตยกับฝ่ายประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ต้องสิ้นสุดลง
..........2. ดุลแห่งอำนาจของโลกเปลี่ยนแปลงไป สหรัฐอเมริกาได้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก
..........3. การที่สหภาพโซเวียตแตกออกเป็นสาธารณรัฐต่างๆ ทำให้ประเทศในสหภาพโซเวียตเดิมมีความอ่อนแอ มีการแยกตัวออกเป็นประเทศเอกราชของอดีตสหภาพโซเวียต 15 ประเทศ
..........4. ทำให้องค์การระหว่างประเทศต่างๆ เปิดรับประเทศสมาชิกใหม่จากภูมิภาคยุโรปตะวันออกได้
..........5. สิ้นสุดของการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก เป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันในประเทศยุโรป เป็นสหภาพยุโรป
..........ลัทธิชาตินิยมเป็นลัทธิการเมืองที่เน้นความจงรักภักดีต่อรัฐชาติ โดยถึงว่าชาติเป็นที่มาของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคมหรือวัฒนธรรม เป็นความรู้สึกรักรัฐชาติและความรู้สึกในเรื่องความเป็นชาติของคนในแต่ละสมัยแต่ละท้องถิ่น แม้จะมีลักษณะคล้ายลึงกันแต่ก็มีส่วนแตกต่างกันไปตามสภาพของภูมิศาสตร์ การเมือง สังคม และประวัติศาสตร์ เมื่อพิจารณาลักษณะละเอียดแล้ว ชาตินิยมของแต่ละชาติจึงมีลักษณะต่างกัน
..........ลัทธิชาตินิยมเจริญขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่15-17เกิดจากกษัตริย์ต้องการพ้นจากอำนาจของศาสนจักรคาทอลิก และอิทธิพลของขุนนางในระบอบพี่วดัล นโยบายพาณอชยนิยม ชึ่งรัฐใช้นโยบายสนับสนุนการค้าภายนอกเป็นนโยบายระดับชาติ ช่วงเพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจแก่กษัตริย์และชนชั้นกลาง ส่วนการสนับสนุนให้ใช้ภาษาประจำชาติแทนภาษาประจำชาติแทนภาษาละตินก็ทำให้วัฒธรรมของเชื้อชาติแต่ละเชื้อชาติเจริญขึ้น เนื้อหาทางวัฒนธรรมด้านต่างๆก็หันกลับไปสู่กรีกและโรมันแทนวัฒนธรรมของคริสต์ศาสนา จึงอาจกล่าวได้ว่าลัทธิชาตินิยมในเบื้องต้นนี้เป็นลัทธิชาตินิยมของชนชั้นสูงคือกษัตริย์
..........การปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นการมาชีพ แนวความคิดแบบสังคมนิยมชึ่งเน้นความเสนอภาค ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาตินิยมในยุคนี้ ชัยชนะของคอมมิวนิสต์ในรัสเซียทำให้พวกสังคมนิยมมีกำลังใจในการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนระบบการเมืองใหม่ ความคิดได้แผ่เข้าไปในเอเซียและแอฟริกา โดยเฉพาะประเทศอาณานิคมการกู้ชาติกับการเป็นสังคมนิยมจึงมีความสัมพันธ์กัน และมีลักษณะเป็นการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพต่อผ่ายปกครอง โดยเฉพาะที่เป็นคนต่างชาติ เป็นการปฏิวัติของผ่ายซ้ายต่อผ่ายขวา ในช่วงนี้จึงกล่าวได้ว่าลัทธิชาตินิยมเป็นอุดมคติของชนชั้นกรรมาชีพ
สาเหตุการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
..........1. การดำเนินนโยบายปฏิรูป
..........ใน ค.ศ. 1986 ดำเนินการปฏิรูปเป็นไปในลักษณะเสรีประชาธิปไตย นโยบายดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและคอมมิวนิสต์อนุรักษนิยม ในสมัยอดีตประธานาธิบดี มิคาอิล กอร์บาชอฟ ที่ใช้นโยบายกราสนอฟ-เปรเนฟรอยกา หรือ นโยบายปรับ-เปิด คือ ปรับปรุงภายในประเทศและเปิดรับอารยธรรมจากต่างชาติ แต่ประชาชนไม่มีทักษะที่ดีพอทางด้านการแข่นขันทางด้านการค้า เพราะเคยชินแต่การรอรับ การสั่งการจากรัฐบาล พอเปิดประเทศทำให้เกิดการตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
..........2. การใช้นโยบายที่ผ่อนปรนกับการเคลื่อนไหวในการแยกเอกราชจากสาธารณรัฐต่างๆ มากเกินไป ทำให้เกิดความเข้มแข็งจนรัฐบาลกลางไม่สามารถแก้ไขได้ในที่สุด
..........3.การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศโปแลนด์ ที่เคยเป็นอดีตประเทศบริวารเปลี่ยนไปปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยพรรคกรรมกรของนายเล็ก วาเล็นซาแห่งโปแลนด์ เป็นผู้นำ รวมถึงอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศยุโรปตะวันออกอื่นๆ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากนัก และการรวมเยอรมันนีซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงในสหภาพโซเวียตที่สำคัญ
ผลกระทบจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตที่มีต่อสังคมโลก
..........1. ทำให้สงครามเย็นระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตยกับฝ่ายประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ต้องสิ้นสุดลง
..........2. ดุลแห่งอำนาจของโลกเปลี่ยนแปลงไป สหรัฐอเมริกาได้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก
..........3. การที่สหภาพโซเวียตแตกออกเป็นสาธารณรัฐต่างๆ ทำให้ประเทศในสหภาพโซเวียตเดิมมีความอ่อนแอ มีการแยกตัวออกเป็นประเทศเอกราชของอดีตสหภาพโซเวียต 15 ประเทศ
..........4. ทำให้องค์การระหว่างประเทศต่างๆ เปิดรับประเทศสมาชิกใหม่จากภูมิภาคยุโรปตะวันออกได้
..........5. สิ้นสุดของการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก เป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันในประเทศยุโรป เป็นสหภาพยุโรป
ชุดที่ 022 อิทธิพลของนักปราชญ์ค่อการปฎิวัติฝรั่งเศษ
อิทธิพลของนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส
.........1.มองเตสกิเออ เป็นนักปราชญ์ที่เสนอแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกอำนาจทางการเมือง
.........ผู้ให้กำเนิดแนวคิดในการแบ่งแยกอำนาจปกครองสูงสุด หรืออำนาจอธิปไตย ออกเป็นฝ่าย โดยพิจารณาในแง่ขององค์กรผู้ใช้อำนาจ
.........ออกเป็นอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ ตามแนวคิดของอริสโตเติล นักปราชญ์การเมืองชาวกรีกโบราณ
.........บนพื้นฐานหรือมีเป้าประสงค์ประการสำคัญแหล่งหลักการคือการให้อำนาจแต่ละฝ่ายถ่วงดุลและตรวจสอบซึ่งกันและกันทั้งสามฝ่าย
.........และเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ปลอดจากการใช้อำนาจ โดย มิชอบขององค์กรภาครัฐ
.........ที่ใช้อำนาจหนึ่งอำนาจใดที่อาจละเมิดลิดรอนโดยอำนาจรัฐไม่ว่าฝ่ายใด ซึ่งตามแนวคิดดั้งเดิมของมองเตสกิเออนั้น
.........ได้แบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งใช้อำนาจปฏิบัติการต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับกฎหมายมหาชน
.........และองค์กรที่ใช้อำนาจปฏิบัติการต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับกฎหมายเอกชน ซึ่งก็คือ สภาที่ทำหน้าที่ประชุมและปรึกษาในเรื่องการเมือง
.........องค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือช้าราชการ และองค์กรฝ่ายตุลาการ นั่นเอง
.........เหตุผลที่มองเตสกิเออเสนอแนวคิด ให้แบ่งแยกอำนาจการปกครองสูงสุดนี้
เนื่องจากเขาเห็นว่า
.........หากอำนาจในการนิติบัญญัติ หรือการตรากฎหมาย อำนาจในการบริหารหรือการบังคับตามมติมหาชน และอำนาจตุลาการในการพิจารณาคดี
.........ถูกใช้โดยบุคคลเดียวหรือองค์กรเดียว ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือประชาชนก็ตามแล้ว ยากที่จะมีเสรีภาพอยู่ได้
.........ทั้งนี้เป็นเพราะ ผู้ใช้ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ รวมกับอำนาจบริหาร จะออก
กฎหมายแบบทรราช และบังคับใช้กฎหมายในทางมิชอบ
.........หากอำนาจตุลาการรวมกันกับอำนาจนิติบัญญัติ ผู้พิพากษาจะเป็นผู้ออกกฎหมาย อันอาจส่งผลให้ชีวิตและเสรีภาพของผู้ใต้การปกครอง ถูกบังคับควบคุมโดยกฎหมายที่ลำเอียง
.........และหากให้อำนาจตุลาการรวมกับอำนาจบริหารแล้ว ผู้พิพากษาจะประพฤติตัวแบบกดขี่รุนแรง
.........อันจำเป็นต้องแยกอำนาจแต่ละด้านออกจากกัน แนวคิดของมองเตสกิเออ มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และทั่วโลก
.........2.ณอง ณาคส์ รุสโซ่ เป็นนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติประชาธิปไตยในฝรั่งเศสอย่างมาก โดยเขียนหนังสือเรื่อง สัญญาประชาคม เพื่อไม่ให้เกิดการลิดรอนสิทธิ เสรีภาพของกันและกัน โดยแนวคิดของรุสโซ่เน้นถึงการเสมอภาคทางด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชน พันธะสัญญาทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับประชาชน การมีส่วนร่วมในการปกครองของประชาชน ถ้ารัฐบาลผิดสัญญาประชาชนก็มีสิทธิล้มล้างรรัฐบาลได้ จัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาปกครองแทน
.........3.วอลแตร์ เป็นนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่ต่อสู้เรื่องความเสมอภาคและความมีอิสรภาพของประชาชน ในด้านการแสดงความคิดเห็นเป็นสำคัญ เป็นผู้มีอิทธิพลต่อากรปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก
.........1.มองเตสกิเออ เป็นนักปราชญ์ที่เสนอแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกอำนาจทางการเมือง
.........ผู้ให้กำเนิดแนวคิดในการแบ่งแยกอำนาจปกครองสูงสุด หรืออำนาจอธิปไตย ออกเป็นฝ่าย โดยพิจารณาในแง่ขององค์กรผู้ใช้อำนาจ
.........ออกเป็นอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ ตามแนวคิดของอริสโตเติล นักปราชญ์การเมืองชาวกรีกโบราณ
.........บนพื้นฐานหรือมีเป้าประสงค์ประการสำคัญแหล่งหลักการคือการให้อำนาจแต่ละฝ่ายถ่วงดุลและตรวจสอบซึ่งกันและกันทั้งสามฝ่าย
.........และเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ปลอดจากการใช้อำนาจ โดย มิชอบขององค์กรภาครัฐ
.........ที่ใช้อำนาจหนึ่งอำนาจใดที่อาจละเมิดลิดรอนโดยอำนาจรัฐไม่ว่าฝ่ายใด ซึ่งตามแนวคิดดั้งเดิมของมองเตสกิเออนั้น
.........ได้แบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งใช้อำนาจปฏิบัติการต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับกฎหมายมหาชน
.........และองค์กรที่ใช้อำนาจปฏิบัติการต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับกฎหมายเอกชน ซึ่งก็คือ สภาที่ทำหน้าที่ประชุมและปรึกษาในเรื่องการเมือง
.........องค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือช้าราชการ และองค์กรฝ่ายตุลาการ นั่นเอง
.........เหตุผลที่มองเตสกิเออเสนอแนวคิด ให้แบ่งแยกอำนาจการปกครองสูงสุดนี้
เนื่องจากเขาเห็นว่า
.........หากอำนาจในการนิติบัญญัติ หรือการตรากฎหมาย อำนาจในการบริหารหรือการบังคับตามมติมหาชน และอำนาจตุลาการในการพิจารณาคดี
.........ถูกใช้โดยบุคคลเดียวหรือองค์กรเดียว ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือประชาชนก็ตามแล้ว ยากที่จะมีเสรีภาพอยู่ได้
.........ทั้งนี้เป็นเพราะ ผู้ใช้ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ รวมกับอำนาจบริหาร จะออก
กฎหมายแบบทรราช และบังคับใช้กฎหมายในทางมิชอบ
.........หากอำนาจตุลาการรวมกันกับอำนาจนิติบัญญัติ ผู้พิพากษาจะเป็นผู้ออกกฎหมาย อันอาจส่งผลให้ชีวิตและเสรีภาพของผู้ใต้การปกครอง ถูกบังคับควบคุมโดยกฎหมายที่ลำเอียง
.........และหากให้อำนาจตุลาการรวมกับอำนาจบริหารแล้ว ผู้พิพากษาจะประพฤติตัวแบบกดขี่รุนแรง
.........อันจำเป็นต้องแยกอำนาจแต่ละด้านออกจากกัน แนวคิดของมองเตสกิเออ มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และทั่วโลก
.........2.ณอง ณาคส์ รุสโซ่ เป็นนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติประชาธิปไตยในฝรั่งเศสอย่างมาก โดยเขียนหนังสือเรื่อง สัญญาประชาคม เพื่อไม่ให้เกิดการลิดรอนสิทธิ เสรีภาพของกันและกัน โดยแนวคิดของรุสโซ่เน้นถึงการเสมอภาคทางด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชน พันธะสัญญาทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับประชาชน การมีส่วนร่วมในการปกครองของประชาชน ถ้ารัฐบาลผิดสัญญาประชาชนก็มีสิทธิล้มล้างรรัฐบาลได้ จัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาปกครองแทน
.........3.วอลแตร์ เป็นนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่ต่อสู้เรื่องความเสมอภาคและความมีอิสรภาพของประชาชน ในด้านการแสดงความคิดเห็นเป็นสำคัญ เป็นผู้มีอิทธิพลต่อากรปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก
ชุดที่ 021 การปฏิวัติฝรั่งเศส
การปฎิวัติฝรั่งเศส
........1. สาเหตุทางสังคมและการเมืองการปกครอง โดยฐานะของผู้คนในสังคมมีสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ ชนชั้นอภิสิทธิ์และชนชั้นสามัญชน แต่ในทางปฏิบัติทางการจะแบ่งฐานะของพลเมืองออกเป็น 3 ชนชั้นหรือ 3 ฐานันดร ได้แก่
................ฐานันดรที่ 1 คือ พระและนักบวชในคริสต์ศาสนา
................ฐานันดรที่ 2 คืน ขุนนางและชนชั้นสูง ทั้งสองฐานันดรเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ มีจำนวนประมาณร้อยละ 2 ของจำนวนประชากรทั้งหมด มีชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบายและหรูหรา
................ฐานันดรที่ 3 คือ สามัญชน ส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ยากจนและถูกขูดรีดภาษีอย่างหนัก รวมทั้งพวกชนชั้นกลาง เช่น พ่อค้า ช่างฝีมือ และปัญญาชน ฯลฯสาเหตุที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789
........2. ปัญหาทางเศรษฐกิจ จากการที่มีระบบเศรษฐกิจที่ล้าหลัง และเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินของประเทศเนื่องมาจากการทำสงครามภายนอกประเทศ รวมถึงการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของราชสำนัก รัฐบาลของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (ค.ศ. 1776-1792 ) จึงมีนโยบายจะเก็บภาษีอากรจากประชาชนเพื่อชดเชยรายจ่ายที่ต้องสูญเสียไป จึงสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ
........3. ความเสื่อมโทรมของระบอบการปกครองแบบเก่า กษัตริย์ฝรั่งเศสในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทรงมีพระราชอำนาจเป็นล้นพ้นไม่มีขอบเขตจำกัดและทรงอยู่เหนือกฎหมายของบ้านเมืองโดยเฉพาะในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มีหลายครั้งที่ทรงใช้อำนาจโดยไม่ฟังเสียงประชาชน ทรงไม่สนพระทัยการบริหารบ้านเมือง อีกทั้งยังทรงอยู่ภายใต้อิทธิพล
ของพระนางมารี อังตัวเนตต์เป็นพระราชินี ซึ่งทรงนิยมใช้จ่ายในพระราชสำนักอย่างฟุ่มเฟือย
จุดเริ่มต้นการปฎิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789
........1.เปิดประชุมรัฐสภา รัฐบาลมีการเรียกประชุมสภาฐานันดร แต่มีการแยกประชุมทำให้ตัวแทนฐานันดรที่ 3 ไม่พอใจ
........2.ฐานันดรที่ 3 แยกตัวออกไปตั้งสมัชชาแห่งชาติ
........3.การแหกคุกที่บาสเตียส์ จากความขัดแย้งระหว่างฐานันดร ทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ต้องใช้กำลังแก้ปัญหา จึงทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมากต่อต้านรัฐบาล ลุกลามจนถึงการเข้าทำลายคุกบาสเตียร์ สถานที่คุมขังนักโทษทางการเมือง
ผลการปฎิวัติฝรั่งเศสที่มีต่อชาวโลก
........1. เปลี่ยนจากการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบสาธารณรัฐ
........2. แนวคิดทางการเมือง เป็นเหตุการณ์ที่สร้างและเผยแผ่หลักการของแนวทางการเมืองใหม่ เช่น เสรีนิยม ชาตินิยม ขยายออกไปอย่างกว้างขวางและทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยและยังถือว่าเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของการเมืองโลก
........1. สาเหตุทางสังคมและการเมืองการปกครอง โดยฐานะของผู้คนในสังคมมีสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ ชนชั้นอภิสิทธิ์และชนชั้นสามัญชน แต่ในทางปฏิบัติทางการจะแบ่งฐานะของพลเมืองออกเป็น 3 ชนชั้นหรือ 3 ฐานันดร ได้แก่
................ฐานันดรที่ 1 คือ พระและนักบวชในคริสต์ศาสนา
................ฐานันดรที่ 2 คืน ขุนนางและชนชั้นสูง ทั้งสองฐานันดรเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ มีจำนวนประมาณร้อยละ 2 ของจำนวนประชากรทั้งหมด มีชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบายและหรูหรา
................ฐานันดรที่ 3 คือ สามัญชน ส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ยากจนและถูกขูดรีดภาษีอย่างหนัก รวมทั้งพวกชนชั้นกลาง เช่น พ่อค้า ช่างฝีมือ และปัญญาชน ฯลฯสาเหตุที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789
........2. ปัญหาทางเศรษฐกิจ จากการที่มีระบบเศรษฐกิจที่ล้าหลัง และเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินของประเทศเนื่องมาจากการทำสงครามภายนอกประเทศ รวมถึงการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของราชสำนัก รัฐบาลของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (ค.ศ. 1776-1792 ) จึงมีนโยบายจะเก็บภาษีอากรจากประชาชนเพื่อชดเชยรายจ่ายที่ต้องสูญเสียไป จึงสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ
........3. ความเสื่อมโทรมของระบอบการปกครองแบบเก่า กษัตริย์ฝรั่งเศสในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทรงมีพระราชอำนาจเป็นล้นพ้นไม่มีขอบเขตจำกัดและทรงอยู่เหนือกฎหมายของบ้านเมืองโดยเฉพาะในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มีหลายครั้งที่ทรงใช้อำนาจโดยไม่ฟังเสียงประชาชน ทรงไม่สนพระทัยการบริหารบ้านเมือง อีกทั้งยังทรงอยู่ภายใต้อิทธิพล
ของพระนางมารี อังตัวเนตต์เป็นพระราชินี ซึ่งทรงนิยมใช้จ่ายในพระราชสำนักอย่างฟุ่มเฟือย
จุดเริ่มต้นการปฎิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789
........1.เปิดประชุมรัฐสภา รัฐบาลมีการเรียกประชุมสภาฐานันดร แต่มีการแยกประชุมทำให้ตัวแทนฐานันดรที่ 3 ไม่พอใจ
........2.ฐานันดรที่ 3 แยกตัวออกไปตั้งสมัชชาแห่งชาติ
........3.การแหกคุกที่บาสเตียส์ จากความขัดแย้งระหว่างฐานันดร ทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ต้องใช้กำลังแก้ปัญหา จึงทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมากต่อต้านรัฐบาล ลุกลามจนถึงการเข้าทำลายคุกบาสเตียร์ สถานที่คุมขังนักโทษทางการเมือง
ผลการปฎิวัติฝรั่งเศสที่มีต่อชาวโลก
........1. เปลี่ยนจากการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบสาธารณรัฐ
........2. แนวคิดทางการเมือง เป็นเหตุการณ์ที่สร้างและเผยแผ่หลักการของแนวทางการเมืองใหม่ เช่น เสรีนิยม ชาตินิยม ขยายออกไปอย่างกว้างขวางและทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยและยังถือว่าเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของการเมืองโลก
ชุดที่ 020 กฏบัตรแมกนา คาร์ตา
กฎบัตรแมกนา คาร์ตา
.........กฎบัตรแมกนา คาร์ตา ของอังกฤษเมื่อปี ค.ศ.1215 เป็นเอกสารที่ให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพแก่ราฎรของอังกฤษในสมัยพระเจ้าจอห์น ที่แมกนา คาร์ตา ได้ให้การรับรองสิทธิและเสรีภาพแก่ราษฎรของอังกฤษ
.........มหากฎบัตรแมกนาคาร์ตา จัดทำขึ้น เมื่อ 21 มิถุนายน ค.ศ.1215 ซึ่งนับว่าเป็นเอกสารชิ้นแรกทางประวัติศาสตร์ ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน มีบทบัญญัติทั้งสิ้น 63 ข้อ
.........มีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอีก คือ “The Act of Habeas Corpus” เป็นกฎหมายฉบับที่ 2 บัญญัติขึ้นในปี ค.ศ. 1679
.........ต่อมาได้มีการประกาศใช้กฎหมาย “The English Bill of Rights” เป็นฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1689 กฎหมายฉบับนี้นับได้ว่าให้กำเนิดวิธีการพิจารณาคดีโดยลูกขุน
มีสาระสำคัญคือ
.........1. พระมหากษัตริย์จะเก็บภาษีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากที่ประชุมของพวกนักบวชและพวกขุนนางไม่ได้
.........2. การงดเว้นใช้หรือไม่ใช้กฎหมายบังคับแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจะกระทำไม่ได้ (เข้ากับหลักความเสมอภาคทางกฎหมาย
.........3. บุคคลใดจะจับกุม กักขัง ขับไล่ หรือริบทรัพย์ ผู้ใดผู้หนึ่งมิได้ เว้นแต่จะได้การพิจารณาโดยบุคคลชั้นเดียวกับเขา และกฎหมายบ้านเมือง (บัญญัติรับรองสิทธิของประชาชนในการเคลื่อนย้ายภายในประเทศ และการเดินทางออกนอกประเทศโดยเสรี)
.........กฎบัตรแมกนา คาร์ตา ถือเป็นครั้งแรกที่ระบอบกษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อสภาขุนนาง ซึ่งถือเป็นตัวแทนของประชาชนมีอิทธิพลมาก
.........ผลที่เกิดจากการลงนามในกฎแมกนา คาร์ตา ของพระเจ้าจอห์นที่ 5 มีผลทำให้พระราชอำนาจของมหากษัตริย์ถูกจำกัด โดยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศ ไม่มีอำนาจสิทธิขาดเหมือนเดิมและแมกนา คาร์ตา ยังเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศอังกฤษ รวมถึงเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญให้เกิดการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น
.........กฎบัตรแมกนา คาร์ตา ของอังกฤษเมื่อปี ค.ศ.1215 เป็นเอกสารที่ให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพแก่ราฎรของอังกฤษในสมัยพระเจ้าจอห์น ที่แมกนา คาร์ตา ได้ให้การรับรองสิทธิและเสรีภาพแก่ราษฎรของอังกฤษ
.........มหากฎบัตรแมกนาคาร์ตา จัดทำขึ้น เมื่อ 21 มิถุนายน ค.ศ.1215 ซึ่งนับว่าเป็นเอกสารชิ้นแรกทางประวัติศาสตร์ ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน มีบทบัญญัติทั้งสิ้น 63 ข้อ
.........มีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอีก คือ “The Act of Habeas Corpus” เป็นกฎหมายฉบับที่ 2 บัญญัติขึ้นในปี ค.ศ. 1679
.........ต่อมาได้มีการประกาศใช้กฎหมาย “The English Bill of Rights” เป็นฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1689 กฎหมายฉบับนี้นับได้ว่าให้กำเนิดวิธีการพิจารณาคดีโดยลูกขุน
มีสาระสำคัญคือ
.........1. พระมหากษัตริย์จะเก็บภาษีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากที่ประชุมของพวกนักบวชและพวกขุนนางไม่ได้
.........2. การงดเว้นใช้หรือไม่ใช้กฎหมายบังคับแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจะกระทำไม่ได้ (เข้ากับหลักความเสมอภาคทางกฎหมาย
.........3. บุคคลใดจะจับกุม กักขัง ขับไล่ หรือริบทรัพย์ ผู้ใดผู้หนึ่งมิได้ เว้นแต่จะได้การพิจารณาโดยบุคคลชั้นเดียวกับเขา และกฎหมายบ้านเมือง (บัญญัติรับรองสิทธิของประชาชนในการเคลื่อนย้ายภายในประเทศ และการเดินทางออกนอกประเทศโดยเสรี)
.........กฎบัตรแมกนา คาร์ตา ถือเป็นครั้งแรกที่ระบอบกษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อสภาขุนนาง ซึ่งถือเป็นตัวแทนของประชาชนมีอิทธิพลมาก
.........ผลที่เกิดจากการลงนามในกฎแมกนา คาร์ตา ของพระเจ้าจอห์นที่ 5 มีผลทำให้พระราชอำนาจของมหากษัตริย์ถูกจำกัด โดยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศ ไม่มีอำนาจสิทธิขาดเหมือนเดิมและแมกนา คาร์ตา ยังเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศอังกฤษ รวมถึงเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญให้เกิดการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น
ชุดที่ 019 การประกาศอิสรภาพของอเมริกา
สาเหตุของการประกาศอิสรภาพ
........ความไม่พอใจของชาวอาณานิคมต่อประเทศอังกฤษ ที่เอาเปรียบด้านการค้าโดยห้ามมีการแข่งขันกับเมืองแม่ ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าอาณานิยม คือ อังกฤษกับชาวอาณานิคม เรื่องความไม่ธรรมในการปกครองและเรียกเก็บภาษีที่สูง
........วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 เป็นวันที่สหรัฐอเมริกาประกาศอิสรภาพจากอาณานิคมอังกฤษที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย และได้รับหลัก “ประกาศความเป็นอิสระ” ต่อประเทศอังกฤษ ประกาศอิสรภาพนี้ได้มาหลังจากที่ได้มีการปะทะกันในสงครามปฏิวัติอเมริกัน ที่ได้เกิดขึ้นที่บริเวณ Lexington และ Concord ในรัฐแมสสาชูเสต เป็นเวลา 442 วัน ความขัดแย้งระหว่างชาวอาณานิคมอเมริกากับประเทศแม่อย่างอังกฤษ ท้ายสุดกระตุ้นให้ฝรั่งเศสได้เข้ามาร่วมกับอเมริกาในฐานะผู้รักชาติ
........การเริ่มขัดแย้งระหว่างอเมริกากับนโยบายของอังกฤษเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1765 หลังรัฐสภาอังกฤษประกาศขึ้นภาษีอากรแสตมป์ เพื่อจัดเก็บรายได้ไปใช้ในการพัฒนากองทัพอังกฤษในอเมริกา แต่ฝ่ายชาวอาณานิคมอเมริกาไม่เห็นด้วย โดยหลักที่ว่า “ไม่มีการจ่ายภาษีหากไม่มีตัวแทนของชาวอาณานิคมที่จะเป็นตัวแทนในรัฐสภา” ชาวอาณานิคมประท้วงนโยบายดังกล่าวในเดือนพฤศจิกายน ชาวอาณานิคมได้บอยคอตสินค้าจากอังกฤษ มีการจัดกลุ่มโจมตีคลังสินค้าและบ้านเรือนของพนักงานจัดเก็บภาษีของอังกฤษ หลังจากการประท้วงอยู่หลายเดือน รัฐสภาอังกฤษได้ออกเสียงเห็นชอบพระราชบัญญัติยกเลิกการจัดเก็บภาษีอากรแสตมป์ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1766
........ชาวอาณานิคมส่วนใหญ่ยังคงยอมรับการปกครองของอังกฤษอย่างเงียบๆ จนกระทั่งรัฐสภาอังกฤษได้ออกพระราชบัญญัติจัดเก็บภาษีใบชา กฏหมายที่กำหนดขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยกิจการของบริษัทอินเดียตะวันออก แต่ไปเพิ่มภาษีที่จะให้มีการผูกขาดการค้าใบชาในอเมริกา การลดภาษีใบชาก็เพื่อลดการลักลอบนำเข้าชาที่ไม่เสียภาษีโดยพ่อค้าชาวดัช แต่ชาวอาณานิคมมองการขึ้นภาษีและการผูกขาดการค้าใบชาในอเมริกา ชาวอาณานิคมบางกลุ่ม บุกเข้าทำลายสินค้าใบชาของอังกฤษที่เรียกว่า Boston Tea Party โดยการนำใบช้าที่ปล้นได้มาโยนลงน้ำที่อ่าวเมืองบอสตัน
........รัฐสภาอังกฤษโกรธในการกระทำของชาวอาณานิคมที่เข้าทำลายทรัพย์สินของอังกฤษใน จึงได้ออกกฎหมายนี้ทำให้มีการปิดเมืองบอสตันให้ไม่มีการค้าทางเรือ มีการจัดกำลังทัพอังกฤษเพื่อปกครองในรัฐแมสสาชูเสท ทำให้เจ้าหน้าที่ของอังกฤษสามารถปฏิบัติการใดๆได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การศาลของชาวอาณานิคม ผลคือฝ่ายชาวอาณานิคมได้รวมตัวกันประชุมใหญ่ที่เรียกว่า สภาแห่งภาคพื้นทวีป และเป็นการรวมตัวของชาวอเมริกันเพื่อต่อต้านอังกฤษ การยุติจบลงโดยกองทัพของชาวอาณานิคมเป็นฝ่ายชนะและมีการประกาศอิสรภาพ
........ความไม่พอใจของชาวอาณานิคมต่อประเทศอังกฤษ ที่เอาเปรียบด้านการค้าโดยห้ามมีการแข่งขันกับเมืองแม่ ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าอาณานิยม คือ อังกฤษกับชาวอาณานิคม เรื่องความไม่ธรรมในการปกครองและเรียกเก็บภาษีที่สูง
........วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 เป็นวันที่สหรัฐอเมริกาประกาศอิสรภาพจากอาณานิคมอังกฤษที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย และได้รับหลัก “ประกาศความเป็นอิสระ” ต่อประเทศอังกฤษ ประกาศอิสรภาพนี้ได้มาหลังจากที่ได้มีการปะทะกันในสงครามปฏิวัติอเมริกัน ที่ได้เกิดขึ้นที่บริเวณ Lexington และ Concord ในรัฐแมสสาชูเสต เป็นเวลา 442 วัน ความขัดแย้งระหว่างชาวอาณานิคมอเมริกากับประเทศแม่อย่างอังกฤษ ท้ายสุดกระตุ้นให้ฝรั่งเศสได้เข้ามาร่วมกับอเมริกาในฐานะผู้รักชาติ
........การเริ่มขัดแย้งระหว่างอเมริกากับนโยบายของอังกฤษเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1765 หลังรัฐสภาอังกฤษประกาศขึ้นภาษีอากรแสตมป์ เพื่อจัดเก็บรายได้ไปใช้ในการพัฒนากองทัพอังกฤษในอเมริกา แต่ฝ่ายชาวอาณานิคมอเมริกาไม่เห็นด้วย โดยหลักที่ว่า “ไม่มีการจ่ายภาษีหากไม่มีตัวแทนของชาวอาณานิคมที่จะเป็นตัวแทนในรัฐสภา” ชาวอาณานิคมประท้วงนโยบายดังกล่าวในเดือนพฤศจิกายน ชาวอาณานิคมได้บอยคอตสินค้าจากอังกฤษ มีการจัดกลุ่มโจมตีคลังสินค้าและบ้านเรือนของพนักงานจัดเก็บภาษีของอังกฤษ หลังจากการประท้วงอยู่หลายเดือน รัฐสภาอังกฤษได้ออกเสียงเห็นชอบพระราชบัญญัติยกเลิกการจัดเก็บภาษีอากรแสตมป์ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1766
........ชาวอาณานิคมส่วนใหญ่ยังคงยอมรับการปกครองของอังกฤษอย่างเงียบๆ จนกระทั่งรัฐสภาอังกฤษได้ออกพระราชบัญญัติจัดเก็บภาษีใบชา กฏหมายที่กำหนดขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยกิจการของบริษัทอินเดียตะวันออก แต่ไปเพิ่มภาษีที่จะให้มีการผูกขาดการค้าใบชาในอเมริกา การลดภาษีใบชาก็เพื่อลดการลักลอบนำเข้าชาที่ไม่เสียภาษีโดยพ่อค้าชาวดัช แต่ชาวอาณานิคมมองการขึ้นภาษีและการผูกขาดการค้าใบชาในอเมริกา ชาวอาณานิคมบางกลุ่ม บุกเข้าทำลายสินค้าใบชาของอังกฤษที่เรียกว่า Boston Tea Party โดยการนำใบช้าที่ปล้นได้มาโยนลงน้ำที่อ่าวเมืองบอสตัน
........รัฐสภาอังกฤษโกรธในการกระทำของชาวอาณานิคมที่เข้าทำลายทรัพย์สินของอังกฤษใน จึงได้ออกกฎหมายนี้ทำให้มีการปิดเมืองบอสตันให้ไม่มีการค้าทางเรือ มีการจัดกำลังทัพอังกฤษเพื่อปกครองในรัฐแมสสาชูเสท ทำให้เจ้าหน้าที่ของอังกฤษสามารถปฏิบัติการใดๆได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การศาลของชาวอาณานิคม ผลคือฝ่ายชาวอาณานิคมได้รวมตัวกันประชุมใหญ่ที่เรียกว่า สภาแห่งภาคพื้นทวีป และเป็นการรวมตัวของชาวอเมริกันเพื่อต่อต้านอังกฤษ การยุติจบลงโดยกองทัพของชาวอาณานิคมเป็นฝ่ายชนะและมีการประกาศอิสรภาพ
ชุดที่ 018 สงครามครูเสด
สงครามครูเสด
........สงครามคูเสดเป็นการทำสงครามระหว่างผู้นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามในช่วงยุคกลางหรือยุคมืดของยุโรป สงครามครูเสดถือเป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ทั้งสองฝ่ายได้รับความเสียหายอย่างมาก โดยมีการทำสงครามกันทั้งหมด 8 ครั้ง โดยชาวคริสต์ได้ยกทัพไปโอบตีผู้นับถือศาสนาอิสลาม เพื่อยึดเอาเมืองเยรูซาเล็มซึ่งถือเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของตน
........พวกเติร์กมุสลิมได้เข้ามาเป็นใหญ่เหนือ ดินแดนปาเลสไตน์ และได้ปล้นฆ่านักจาริกแสวงบุญ อย่างเหี้ยมโหดรวมทั้งทำลายโบสถ์ ของชาวคริสต์เกือบหมดสิ้น ในช่วงนี้มีพระคริสเตียนรูปหนึ่งนามว่า ปีเตอร์ เป็นชาวฝรั่งเศส ซึ่งชอบใช้ ชีวิตสันโดษ ได้จาริกไปยังนครเยรูซาเลม โดยที่นุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ ปอนๆ และพำนักอาศัยอยู่ใน ถ้ำตามภูเขา ทำให้ผู้คนมีความชื่นชมศรัทธาและขนานนามให้ว่า ปีเตอร์มหาฤาษี นักจาริกแสวงบุญจากการ ป่าวร้องของนักบุญปีเตอร์ ต่างก็โกรธแค้นและหลั่งไหลกันมาฝรั่งเศสจากทั่วยุโรป เพื่อสมัครไปรบแย่งชิง นครเยรูซาเลม คืน โดยสังฆนายกเออร์บันได้กำหนดให้ทุกคนที่ไปรบ ติดเครื่องหมายกางเขนไว้ที่ตัว กองทัพนี้จึงได้ชื่อว่า ครูเสด คือมาจากคำว่า ที่หมายถึงไม้กางเขน
สาเหตุของสงครามครูเสด
........1.สงครามครูเสด ระหว่างคริสตจักรทางภาคตะวันตกกับทางภาค รบเพื่อทวงคืนเมืองสถานที่สำคัญโดยเฉพาะวิหารแห่งเมืองเยรูซาเล็ม และหยุดยั้งการแพร่ขยายของศาสนาอิสลามที่เป็นไปอย่างรวดเร็วจนก่อให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นทั่วไปในหมู่ชาวคริสเตียนในยุโรป ด้วยเหตุดังกล่าว ในศตวรรษที่ 11 ชาวคริสเตียนจึงได้ส่งกองกำลังมาปะทะกับมุสลิม
........2.ความกระตือรือร้นในการแสวงบุญของชาวคริสเตียนยังนครเยรูซาเล็มมีมากกว่าที่เคยเป็นมา ในช่วงนั้น เยรูซาเล็มตกอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม ผู้แสวงบุญชาวคริสเตียนจึงมีความต้องการดินแดนเยรูซาเล็มเป็นของตนเอง เพื่อความสะดวกในการแสวงบุญมากยิ่งขึ้น
........3.ช่วงเวลาระหว่างนั้น เป็นระยะเวลาที่เกิดความแตกแยกทั่วไปในยุโรป พวกเจ้าเมืองต่างๆ ต่างก็ต่อสู้ทำสงครามซึ่งกันและกัน พระสันตะปาปามีความเห็นว่าถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพเช่นนี้จะทำให้ชาวคริสเตียนในยุโรปต้องอ่อนแอลง เขาจึงยุยง ปลุกระดมให้ประชาชนหันมาต่อสู้กับชาวมุสลิมแทนโดยอ้างว่าจะได้รับกุศลผลบุญ และเพื่อเอานครอันศักดิ์สิทธิ์ เยรูซาเล็มกลับคืนมา
........4.มุสลิมได้กลายเป็นมหาอำนาจทางการค้าแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา การค้าพาณิชย์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนจึงตกอยู่ในความควบคุมของมุสลิมอย่างเต็มที่ ดังนั้นชาวคริสเตียนในยุโรปจึงต้องทำสงครามกับมุสลิมเพื่อหยุดยั้งความเจริญก้าวหน้าของมุสลิม
........5.สันตะปาปา เออร์แบนที่ 2 ประสงค์จะรวมคริสต์จักรของกรีกมาไว้ใต้อิทธิพลของท่านด้วย จึงได้เรียกประชุมชาวคริสเตียนที่เมืองเลอมองค์ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ.1095 และรบเร้าให้ชาวคริสเตียน ทำสงครามกับชาวมุสลิม ภายในเวลาไม่นานก็รวบรวมคนได้ถึง 150,000 คน ส่วนมากเป็นชาวแฟรงค์และนอร์แมน โดยคนเหล่านี้ได้มาชุมนุมกันที่เมืองเยรูซาเล็ม
........สงครามคูเสดเป็นการทำสงครามระหว่างผู้นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามในช่วงยุคกลางหรือยุคมืดของยุโรป สงครามครูเสดถือเป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ทั้งสองฝ่ายได้รับความเสียหายอย่างมาก โดยมีการทำสงครามกันทั้งหมด 8 ครั้ง โดยชาวคริสต์ได้ยกทัพไปโอบตีผู้นับถือศาสนาอิสลาม เพื่อยึดเอาเมืองเยรูซาเล็มซึ่งถือเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของตน
........พวกเติร์กมุสลิมได้เข้ามาเป็นใหญ่เหนือ ดินแดนปาเลสไตน์ และได้ปล้นฆ่านักจาริกแสวงบุญ อย่างเหี้ยมโหดรวมทั้งทำลายโบสถ์ ของชาวคริสต์เกือบหมดสิ้น ในช่วงนี้มีพระคริสเตียนรูปหนึ่งนามว่า ปีเตอร์ เป็นชาวฝรั่งเศส ซึ่งชอบใช้ ชีวิตสันโดษ ได้จาริกไปยังนครเยรูซาเลม โดยที่นุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ ปอนๆ และพำนักอาศัยอยู่ใน ถ้ำตามภูเขา ทำให้ผู้คนมีความชื่นชมศรัทธาและขนานนามให้ว่า ปีเตอร์มหาฤาษี นักจาริกแสวงบุญจากการ ป่าวร้องของนักบุญปีเตอร์ ต่างก็โกรธแค้นและหลั่งไหลกันมาฝรั่งเศสจากทั่วยุโรป เพื่อสมัครไปรบแย่งชิง นครเยรูซาเลม คืน โดยสังฆนายกเออร์บันได้กำหนดให้ทุกคนที่ไปรบ ติดเครื่องหมายกางเขนไว้ที่ตัว กองทัพนี้จึงได้ชื่อว่า ครูเสด คือมาจากคำว่า ที่หมายถึงไม้กางเขน
สาเหตุของสงครามครูเสด
........1.สงครามครูเสด ระหว่างคริสตจักรทางภาคตะวันตกกับทางภาค รบเพื่อทวงคืนเมืองสถานที่สำคัญโดยเฉพาะวิหารแห่งเมืองเยรูซาเล็ม และหยุดยั้งการแพร่ขยายของศาสนาอิสลามที่เป็นไปอย่างรวดเร็วจนก่อให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นทั่วไปในหมู่ชาวคริสเตียนในยุโรป ด้วยเหตุดังกล่าว ในศตวรรษที่ 11 ชาวคริสเตียนจึงได้ส่งกองกำลังมาปะทะกับมุสลิม
........2.ความกระตือรือร้นในการแสวงบุญของชาวคริสเตียนยังนครเยรูซาเล็มมีมากกว่าที่เคยเป็นมา ในช่วงนั้น เยรูซาเล็มตกอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม ผู้แสวงบุญชาวคริสเตียนจึงมีความต้องการดินแดนเยรูซาเล็มเป็นของตนเอง เพื่อความสะดวกในการแสวงบุญมากยิ่งขึ้น
........3.ช่วงเวลาระหว่างนั้น เป็นระยะเวลาที่เกิดความแตกแยกทั่วไปในยุโรป พวกเจ้าเมืองต่างๆ ต่างก็ต่อสู้ทำสงครามซึ่งกันและกัน พระสันตะปาปามีความเห็นว่าถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพเช่นนี้จะทำให้ชาวคริสเตียนในยุโรปต้องอ่อนแอลง เขาจึงยุยง ปลุกระดมให้ประชาชนหันมาต่อสู้กับชาวมุสลิมแทนโดยอ้างว่าจะได้รับกุศลผลบุญ และเพื่อเอานครอันศักดิ์สิทธิ์ เยรูซาเล็มกลับคืนมา
........4.มุสลิมได้กลายเป็นมหาอำนาจทางการค้าแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา การค้าพาณิชย์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนจึงตกอยู่ในความควบคุมของมุสลิมอย่างเต็มที่ ดังนั้นชาวคริสเตียนในยุโรปจึงต้องทำสงครามกับมุสลิมเพื่อหยุดยั้งความเจริญก้าวหน้าของมุสลิม
........5.สันตะปาปา เออร์แบนที่ 2 ประสงค์จะรวมคริสต์จักรของกรีกมาไว้ใต้อิทธิพลของท่านด้วย จึงได้เรียกประชุมชาวคริสเตียนที่เมืองเลอมองค์ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ.1095 และรบเร้าให้ชาวคริสเตียน ทำสงครามกับชาวมุสลิม ภายในเวลาไม่นานก็รวบรวมคนได้ถึง 150,000 คน ส่วนมากเป็นชาวแฟรงค์และนอร์แมน โดยคนเหล่านี้ได้มาชุมนุมกันที่เมืองเยรูซาเล็ม
ชุดที่ 017 สงครามเย็น
สงครามเย็น
........ในปี พ.ศ. 2490-2534 หรือ ค.ศ. 1947-1991 สงครามเย็นถูกก่อตัวขึ้นจากพัฒนาการสำคัญ คือ
........การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต
........การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการทำสงคราม
........ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ข้ามชาติ
........การปฏิรูปและการปฏิสังขรณ์ของระบบทุนนิยมโลก
........และกระบวนการปลดปล่อยแห่งชาติ
........การต่อสู้แข่งขันระหว่างสหรัฐและโซเวียตในเรื่องเหล่านี้ ได้แบ่งโลกออกเป็น 2 ขั้วการเมืองและการทหาร
........ทั้งสองฝ่ายได้แข่งขันในด้านการสะสมอาวุธ เทคโนโลยีอวกาศ การจารกรรม เศรษฐกิจ และทำสงครามผ่านสงครามตัวแทน
........ชนวนของสงครามเย็นเกิดจากสหภาพโซเวียต ไม่ยอมถอนกำลังทหารออกจากเยอรมันตามสัญญา
ฝ่ายสงครามแบ่งได้ 3 ฝ่าย ได้แก่
........1. ฝ่ายโลกเสรี ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ เกาหลีใต้ เยอรมันตะวันตก เวียดนามใต้ ไทย
........2. ฝ่ายโลกคอมมิวนิสต์ ได้แก่ สหภาพโซเวียต เกาหลีเหนือ เยอรมันตะวันออก เวียดนามเหนือ ออสเตรีย
........3.ฝ่ายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ได้แก่ อินโดนีเซีย ยูโกสลาเวีย สวิตเซอร์แลนด์
........ระยะแรกของสงครามสหภาพโซเวียตมีนโยบายสร้างความมั่นคงให้กับระบบคอมมิวนิสต์ทั้งภายในและภายนอกสหภาพโซเวียต
........ซึ่งรวมถึงหมู่ประเทศพันธมิตรที่อยู่ภายใต้อาณัติของสหภาพโซเวียตด้วย ในขณะที่สหรัฐฯ นั้นมีความชัดเจนที่จะดำเนินการวิธีใด ๆ ก็ตามที่สามารถสกัดกั้นการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์
........ระยะแรกช่วงตึงเครียดเกิดในสมัยประธานาธิบดีทรูแมน ฝ่ายสหรัฐอเมริกา กับ สตาลินฝ่ายสหภาพโซเวียตโดย
........1.ก่อตั้งองค์กร NATO , SEATO, ANZUS กับ WARSAW, อินโดจีน
........2. สหรัฐอเมริกาใช้แผน Marshall ให้การสนับสนุนเยอรมันตะวันตกและยุโรปตะวันตก ส่วนโซเวียตใช้แผน Comecon ให้การสนับสนุนเยอรมันตะวันออก และยุโรปตะวันออก และมีการใช้ทฤษฏีโดมิโน
........ระยะผ่อนคลายเกิดในสมัยประธานาธิบดี นิกสันกับมิคาเอล กอร์บาชอฟ โดย
........1.มีการเจรจาลดอาวุธ หรือที่เรียกว่า SALT โดยสหรัฐฯ ได้มีนโยบายการต่างประเทศกับลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ผ่อนคลายลง
........2.สหภาพโซเวียตก็มีท่าที่ผ่อนคลายลง มีการเปิดประเทศให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ที่รู้จักกันในชื่อ กลาสนอสท์(Glasnost) และเปเรสตรอย(Perestroika)
........ระยะสุดท้ายเกิดในสมัยประธานาธิบดี โรแนลด์ เรแกน กับ มิคาเอล กอร์บาชอฟ โดยมีความตึงเครียดเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพราะเรแกนทำโครงการ Star War ต่อมาในสมัยปรธานาธิบดี จอร์จ บุช สงครามเย็นได้จบสิ้นลงแบบถาวร โดยได้ทำลายกำแพงเบอร์ลิน อันเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งแยกยุโรปตะวันตกกับยุโรปตะวันออกออกจากกันซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดสงครามเย็นในปี ค.ศ. 1991
สงครามตัวแทน
........1.ความขัดแย้งในเยอรมัน มีการสร้างกำแพงเบอร์ลิน เป็นกำแพงที่กั้นเบอร์ลินตะวันตก ออกจากเยอรมนีตะวันออกโดยรอบ โดยกำแพงเบอร์ลินนี้ได้ถูกสร้างไว้เป็นระยะเวลา 28 ปี ก่อนจะทลายลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 (ค.ศ.1989) เยอรมันทั้งสองประเทศได้ผนวกเข้าเป็นประเทศเดียวกัน
........2.สงครามเกาหลี เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ ส่วนเกาหลีใต้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย
........3.สงครามอินโดจีน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรอินโดจีนหลัก ๆ จะเป็นประเทศ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ซึ่งเคยเป็นประเทศอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส
........4.สงครามเวียดนาม การสู้รบในสงครามเวียดนามได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการทำสงครามสมัยใหม่ด้วยบทเรียนราคาแพงของสหรัฐฯ นำมาซึ่งการถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้เมื่อ สหรัฐฯ ไม่สามารถสร้างชัยชนะขึ้นได้ในดินแดนเวียดนาม
........5.สงครามในลาว ขบวนการกู้ชาติที่มีความนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ไม่ยอมรวมกับฝ่ายรัฐบาลที่นิยมประชาธิปไตย (เป็นรัฐบาลที่ฝรั่งเศสได้จัดตั้งก่อนจะถอนทหารออก) เลยส่งผลให้สงครามในลาวที่ต่อสู้เพื่อเอกราชเปลี่ยนสถานภาพไปสู่สงครามระหว่างลัทธิ
........6.สงครามกัมพูชา เกิดการรัฐประหาร จึงทำให้เจ้าสีหนุ จัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น เรียกว่า เขมรแดง
........ในปี พ.ศ. 2490-2534 หรือ ค.ศ. 1947-1991 สงครามเย็นถูกก่อตัวขึ้นจากพัฒนาการสำคัญ คือ
........การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต
........การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการทำสงคราม
........ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ข้ามชาติ
........การปฏิรูปและการปฏิสังขรณ์ของระบบทุนนิยมโลก
........และกระบวนการปลดปล่อยแห่งชาติ
........การต่อสู้แข่งขันระหว่างสหรัฐและโซเวียตในเรื่องเหล่านี้ ได้แบ่งโลกออกเป็น 2 ขั้วการเมืองและการทหาร
........ทั้งสองฝ่ายได้แข่งขันในด้านการสะสมอาวุธ เทคโนโลยีอวกาศ การจารกรรม เศรษฐกิจ และทำสงครามผ่านสงครามตัวแทน
........ชนวนของสงครามเย็นเกิดจากสหภาพโซเวียต ไม่ยอมถอนกำลังทหารออกจากเยอรมันตามสัญญา
ฝ่ายสงครามแบ่งได้ 3 ฝ่าย ได้แก่
........1. ฝ่ายโลกเสรี ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ เกาหลีใต้ เยอรมันตะวันตก เวียดนามใต้ ไทย
........2. ฝ่ายโลกคอมมิวนิสต์ ได้แก่ สหภาพโซเวียต เกาหลีเหนือ เยอรมันตะวันออก เวียดนามเหนือ ออสเตรีย
........3.ฝ่ายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ได้แก่ อินโดนีเซีย ยูโกสลาเวีย สวิตเซอร์แลนด์
........ระยะแรกของสงครามสหภาพโซเวียตมีนโยบายสร้างความมั่นคงให้กับระบบคอมมิวนิสต์ทั้งภายในและภายนอกสหภาพโซเวียต
........ซึ่งรวมถึงหมู่ประเทศพันธมิตรที่อยู่ภายใต้อาณัติของสหภาพโซเวียตด้วย ในขณะที่สหรัฐฯ นั้นมีความชัดเจนที่จะดำเนินการวิธีใด ๆ ก็ตามที่สามารถสกัดกั้นการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์
........ระยะแรกช่วงตึงเครียดเกิดในสมัยประธานาธิบดีทรูแมน ฝ่ายสหรัฐอเมริกา กับ สตาลินฝ่ายสหภาพโซเวียตโดย
........1.ก่อตั้งองค์กร NATO , SEATO, ANZUS กับ WARSAW, อินโดจีน
........2. สหรัฐอเมริกาใช้แผน Marshall ให้การสนับสนุนเยอรมันตะวันตกและยุโรปตะวันตก ส่วนโซเวียตใช้แผน Comecon ให้การสนับสนุนเยอรมันตะวันออก และยุโรปตะวันออก และมีการใช้ทฤษฏีโดมิโน
........ระยะผ่อนคลายเกิดในสมัยประธานาธิบดี นิกสันกับมิคาเอล กอร์บาชอฟ โดย
........1.มีการเจรจาลดอาวุธ หรือที่เรียกว่า SALT โดยสหรัฐฯ ได้มีนโยบายการต่างประเทศกับลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ผ่อนคลายลง
........2.สหภาพโซเวียตก็มีท่าที่ผ่อนคลายลง มีการเปิดประเทศให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ที่รู้จักกันในชื่อ กลาสนอสท์(Glasnost) และเปเรสตรอย(Perestroika)
........ระยะสุดท้ายเกิดในสมัยประธานาธิบดี โรแนลด์ เรแกน กับ มิคาเอล กอร์บาชอฟ โดยมีความตึงเครียดเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพราะเรแกนทำโครงการ Star War ต่อมาในสมัยปรธานาธิบดี จอร์จ บุช สงครามเย็นได้จบสิ้นลงแบบถาวร โดยได้ทำลายกำแพงเบอร์ลิน อันเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งแยกยุโรปตะวันตกกับยุโรปตะวันออกออกจากกันซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดสงครามเย็นในปี ค.ศ. 1991
สงครามตัวแทน
........1.ความขัดแย้งในเยอรมัน มีการสร้างกำแพงเบอร์ลิน เป็นกำแพงที่กั้นเบอร์ลินตะวันตก ออกจากเยอรมนีตะวันออกโดยรอบ โดยกำแพงเบอร์ลินนี้ได้ถูกสร้างไว้เป็นระยะเวลา 28 ปี ก่อนจะทลายลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 (ค.ศ.1989) เยอรมันทั้งสองประเทศได้ผนวกเข้าเป็นประเทศเดียวกัน
........2.สงครามเกาหลี เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ ส่วนเกาหลีใต้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย
........3.สงครามอินโดจีน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรอินโดจีนหลัก ๆ จะเป็นประเทศ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ซึ่งเคยเป็นประเทศอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส
........4.สงครามเวียดนาม การสู้รบในสงครามเวียดนามได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการทำสงครามสมัยใหม่ด้วยบทเรียนราคาแพงของสหรัฐฯ นำมาซึ่งการถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้เมื่อ สหรัฐฯ ไม่สามารถสร้างชัยชนะขึ้นได้ในดินแดนเวียดนาม
........5.สงครามในลาว ขบวนการกู้ชาติที่มีความนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ไม่ยอมรวมกับฝ่ายรัฐบาลที่นิยมประชาธิปไตย (เป็นรัฐบาลที่ฝรั่งเศสได้จัดตั้งก่อนจะถอนทหารออก) เลยส่งผลให้สงครามในลาวที่ต่อสู้เพื่อเอกราชเปลี่ยนสถานภาพไปสู่สงครามระหว่างลัทธิ
........6.สงครามกัมพูชา เกิดการรัฐประหาร จึงทำให้เจ้าสีหนุ จัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น เรียกว่า เขมรแดง
ชุดที่ 016 สงครามโลกครั้งที่ 2
สงครามโลกครั้งที่ 2
........1 กันยายน พ.ศ. 2482(ค.ศ. 1939) - 2 กันยายน พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945)
สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 2
........1.ความไม่ยุติธรรมของสนธิสัญญาแวร์ซายส์ เยอรมนีต้องรับผลจากการสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างรุนแรง
........2.ความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ทางการเมือง ระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการ
........3.ลัทธิชาตินิยมในประเทศเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น
........4.ลัทธินิยมทางทหาร
........5.นโยบายต่างประเทศที่ไม่แน่นอนของอังกฤษ
........6.ความอ่อนแอขององค์การสันนิบาตชาติ
........7.บทบาทของสหรัฐอเมริกา
........8.สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
........โดยชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อกองทัพเยอรมนีบุกโปแลนด์เมื่อ 1 กันยายน 1939
........เนื่องจากโปแลนด์ปฏิเสธที่จะยกเมืองท่า ดานซิก และฉนวนโปแลนด์ในเยอรมนี อังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งมีสัญญาค้ำประกันเอกราชของโปแลนด์
........อังกฤษและฝรั่งเศส จึงยื่นคำขาดได้เยอรมันถอนทหารออกจากโปแลนด์ เมื่อฮิตเลอร์ไม่ปฏิบัติตาม
........ทั้งสองประเทศจึงประกาศสงครามกับเยอรมนี เมื่อเริ่มสงครามนั้น ประเทศคู่สงครามแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ
........ฝ่ายอักษะ ได้แก่ เยอรมนี อิตาลีและญี่ปุ่น
........ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศสและรัสเซีย
มีเหตุการณ์สำคัญต่างๆดังนี้
........วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) เยอรมันรุกรานโปแลนด์,
........วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) ญี่ปุ่นรุกรานจีน (วันเริ่มต้นสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2)
........ในปี พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931) ญี่ปุ่นรุกแมนจูเรีย
........สมรภูมิในแปซิฟิคและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือหลักของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ลฮาเบอร์
........และการบุกยึดประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941
........ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้บุกไปถึงพม่า นิวกินี และ เกาะกัวดาคาแนล
........ซึ่งปรากฏว่าหลังจากสมรภูมิที่มิดเวย์ การรบทางทะเลแถวหมู่เกาะโซโลมอนและทะเลปะการัง และการรบที่กัวดาคาแนลแล้ว
........ปรากฏว่ากองทัพเรือญี่ปุ่นต้องสูญเสียอย่างหนัก ส่วนกองทัพบกก็ไม่สามารถหากำลังพลและยุทโธปกรณ์ได้เพียงพอ เพื่อปกป้องดินแดนที่ยึดได้ใหม่
........ในที่สุดจึงถูกกองกำลังพันธมิตรที่มีสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลียตีโต้กลับไปจนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด
........สาเหตุที่ไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง เหตุเพราะเรามีกำลังน้อยเมื่อญี่ปุ่นบุกจึงไม่สามารถต่อต้านได้ และเพื่อป้องกันมิให้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของญี่ปุ่นในด้านเศรษฐกิจและการเมือง
ผลของสงครามต่อไทย คือ
........1.ไทยต้องส่งทหารไปช่วยญี่ปุ่นรบ
........2.ได้ดินแดนเชียงตุง และสี่จังหวัดภาคใต้ที่ต้องเสียแก่อังกฤษกลับมา แต่ต้องคืนให้เจ้าของเมื่อสงครามสงบลง
........3.กิดขบวนการเสรีไทย ซึ่งให้พ้นจากการยึดครอง
........4.ไทยได้รับเกียรติเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ
........สงครามในยุโรปสิ้นสุดเมื่อเยอรมนียอมจำนนในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ในเอเชียยังดำเนินต่อไปจนกระทั่งญี่ปุ่นยอมจำนนในวันที่ 15 สิงหาคม ปีเดียวกัน
ผลของสงครามโลกครั้งที่สอง
........1.มีการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติเพื่อดำเนินงานแทนองค์การสันนิบาตชาติ
........2.เกิดการแบ่งขั้วอย่างชัดเจนของสองมหาอำนาจจนนำไปสู่เกิดสงครามเย็นและการแบ่งกลุ่มประเทศระหว่างโลกเสรีประชาธิปไตยกับโลกคอมมิวนิสต์
........3.เกิดมหาอำนาจของโลกใหม่ คือ สหรัฐอเมริกา และ สหภาพโซเวียต
........4.สภาพเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
........5.สหรัฐฯได้เข้าปกครองญี่ปุ่นเป็นเวลานานถึง 6 ปี
........1 กันยายน พ.ศ. 2482(ค.ศ. 1939) - 2 กันยายน พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945)
สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 2
........1.ความไม่ยุติธรรมของสนธิสัญญาแวร์ซายส์ เยอรมนีต้องรับผลจากการสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างรุนแรง
........2.ความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ทางการเมือง ระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการ
........3.ลัทธิชาตินิยมในประเทศเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น
........4.ลัทธินิยมทางทหาร
........5.นโยบายต่างประเทศที่ไม่แน่นอนของอังกฤษ
........6.ความอ่อนแอขององค์การสันนิบาตชาติ
........7.บทบาทของสหรัฐอเมริกา
........8.สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
........โดยชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อกองทัพเยอรมนีบุกโปแลนด์เมื่อ 1 กันยายน 1939
........เนื่องจากโปแลนด์ปฏิเสธที่จะยกเมืองท่า ดานซิก และฉนวนโปแลนด์ในเยอรมนี อังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งมีสัญญาค้ำประกันเอกราชของโปแลนด์
........อังกฤษและฝรั่งเศส จึงยื่นคำขาดได้เยอรมันถอนทหารออกจากโปแลนด์ เมื่อฮิตเลอร์ไม่ปฏิบัติตาม
........ทั้งสองประเทศจึงประกาศสงครามกับเยอรมนี เมื่อเริ่มสงครามนั้น ประเทศคู่สงครามแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ
........ฝ่ายอักษะ ได้แก่ เยอรมนี อิตาลีและญี่ปุ่น
........ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศสและรัสเซีย
มีเหตุการณ์สำคัญต่างๆดังนี้
........วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) เยอรมันรุกรานโปแลนด์,
........วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) ญี่ปุ่นรุกรานจีน (วันเริ่มต้นสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2)
........ในปี พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931) ญี่ปุ่นรุกแมนจูเรีย
........สมรภูมิในแปซิฟิคและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือหลักของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ลฮาเบอร์
........และการบุกยึดประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941
........ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้บุกไปถึงพม่า นิวกินี และ เกาะกัวดาคาแนล
........ซึ่งปรากฏว่าหลังจากสมรภูมิที่มิดเวย์ การรบทางทะเลแถวหมู่เกาะโซโลมอนและทะเลปะการัง และการรบที่กัวดาคาแนลแล้ว
........ปรากฏว่ากองทัพเรือญี่ปุ่นต้องสูญเสียอย่างหนัก ส่วนกองทัพบกก็ไม่สามารถหากำลังพลและยุทโธปกรณ์ได้เพียงพอ เพื่อปกป้องดินแดนที่ยึดได้ใหม่
........ในที่สุดจึงถูกกองกำลังพันธมิตรที่มีสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลียตีโต้กลับไปจนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด
........สาเหตุที่ไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง เหตุเพราะเรามีกำลังน้อยเมื่อญี่ปุ่นบุกจึงไม่สามารถต่อต้านได้ และเพื่อป้องกันมิให้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของญี่ปุ่นในด้านเศรษฐกิจและการเมือง
ผลของสงครามต่อไทย คือ
........1.ไทยต้องส่งทหารไปช่วยญี่ปุ่นรบ
........2.ได้ดินแดนเชียงตุง และสี่จังหวัดภาคใต้ที่ต้องเสียแก่อังกฤษกลับมา แต่ต้องคืนให้เจ้าของเมื่อสงครามสงบลง
........3.กิดขบวนการเสรีไทย ซึ่งให้พ้นจากการยึดครอง
........4.ไทยได้รับเกียรติเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ
........สงครามในยุโรปสิ้นสุดเมื่อเยอรมนียอมจำนนในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ในเอเชียยังดำเนินต่อไปจนกระทั่งญี่ปุ่นยอมจำนนในวันที่ 15 สิงหาคม ปีเดียวกัน
ผลของสงครามโลกครั้งที่สอง
........1.มีการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติเพื่อดำเนินงานแทนองค์การสันนิบาตชาติ
........2.เกิดการแบ่งขั้วอย่างชัดเจนของสองมหาอำนาจจนนำไปสู่เกิดสงครามเย็นและการแบ่งกลุ่มประเทศระหว่างโลกเสรีประชาธิปไตยกับโลกคอมมิวนิสต์
........3.เกิดมหาอำนาจของโลกใหม่ คือ สหรัฐอเมริกา และ สหภาพโซเวียต
........4.สภาพเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
........5.สหรัฐฯได้เข้าปกครองญี่ปุ่นเป็นเวลานานถึง 6 ปี
ชุดที่ 014 การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมโลก
การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมโลก
........วัฒนธรรมเป้นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นโดยเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงางด้านวัฒนธรรมของโลก ได้แก่ ระบบฟิวดัสในยุโรป การฟื้นฟูศิลปวิทยาการและการปฏิรูปศาสนา
........1. ระบบฟิวดัส หรือระบบสวามิภักดิ์ เป็นรูปแบบการปกครองของยุโรปในยุคกลาง เนื่องจากอำนาจของกษัตริย์เสื่อมอำนาจลงจึงมีการแย่งชิงอำนาจกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้ปกครองในท้องถิ่น โดยราษฎรที่อาศัยอยู่ในแต่ละท้องถิ่นจะต้องพึ่งพาอาศัยขุนนางที่มีอำนาจอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ ส่งผลทำให้ขุนนางเป็นผู้ที่มีอำนาจมาก โดยระบบฟิวดัสเป็นระบบอุปถัมภ์โดยมีที่ดินเป็นสิ่งกำหนดฐานะและลักษณะของความสัมพันธ์ของคนในสังคมซึ่งประกอบด้วย 2 ฝ่าย คือ มูลนายหรือลอร์ด และอีกฝ่ายเป็นข้ารับใช้
ผลกระทบของระบบฟิวดัสต่อพัฒนาการด้านต่างๆของยุโรป
................1. พัฒนาการทางด้านการเมืองการปกครอง ระบบนี้มีการกระจายอำนาจให้ขุนนางไปปกครองในแต่ละท้องถิ่นเป็นการส่งเสริมให้ขุนนางเป็นผู้ที่มีอำนาจในการปกครองเพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดความสามัคคีกันของประชาชนในแต่ละท้องถิ่น
................2. พัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจ ระบบฟิวดัสมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากที่ดินระหว่างมูลนายกับข้ารับใช้เป็นเศรษฐกิจที่เพียงพอต่อการเลี้ยงตนเอง
................3. พัฒนาการทางด้านสังคมวัฒนธรรม ทำให้เกิดชนชั้นที่สำคัญในสังคม 3 ชนชั้น ประกอบด้วย ชนชั้นปกครอง มี กษัตริย์ ขุนนางและอัศวิน ชนชั้นพระ และชนชั้นกลางหรือพวกพ่อค้า
........ความเสื่อมของระบบฟิวดัส เกิดขึ้นในช่วงของคริสต์ศตวรรษที่ 11 ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจของยุโรปมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ประชาชนหันมาติดต่อค้าขายกันมากขึ้นจึงมีการผลิตสินค้าเพื่อส่งขายจำนวนมากสร้างความร่ำรวยให้กับชนชั้นกลางหรือพ่อค้า อาชีพเกษตรกรรมไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ประชาชนส่วนใหญ่หันไปสะสมวัตถุเพื่อสร้างความร่ำรวยและความสุขสบายให้กับตนเองมากขึ้น ทำให้ระบบฟิวดัสในยุโรปสิ้นสุดลง
........2. การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14 – 17 โดยเป็นยุคที่ชาวยุโรปมีการฟื้นฟูศิลปวิทยาการต่างๆของกรีกและโรมันกลับมาศึกษาอีกครั้งหนึ่ง เป็นยุคที่ยกย่องเห็นคุณค่าของมนุษย์โดยเน้นมนุษย์นิยมมากขึ้น สนใจในวิชาศิลปศาสตร์เพื่อปลดปล่อยจิตวิญญาณให้เป็นอิสระจากการควบคุมของศาสนจักร
........3. การปฏิรูปศาสนา เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 ในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นช่วงของปลายยุคกลางซึ่งถือเป็นยุคมืดที่คริสตจักรมีอิทธิพลปกครองไปทั่วยุโรป การปฏิรูปศาสนาเริ่มโดยมาร์ติน ลูเทอร์ ค.ศ. 1517 ได้มอบข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปศาสนา 95 ข้อแก่ศาสนจักรเพื่อแก้ไขความเสื่อมโทรมของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกแลสะสถาบันสันตะปาปา ผลคือ ลูเทอร์ถูกประกาศให้เป็นคนนอกรีตและต้องหลบซ่อนตัวอยู่เป็นเวลานานและทำให้ตั้งนิกายลูเทอร์รันขึ้นในเยอรมัน
........วัฒนธรรมเป้นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นโดยเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงางด้านวัฒนธรรมของโลก ได้แก่ ระบบฟิวดัสในยุโรป การฟื้นฟูศิลปวิทยาการและการปฏิรูปศาสนา
........1. ระบบฟิวดัส หรือระบบสวามิภักดิ์ เป็นรูปแบบการปกครองของยุโรปในยุคกลาง เนื่องจากอำนาจของกษัตริย์เสื่อมอำนาจลงจึงมีการแย่งชิงอำนาจกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้ปกครองในท้องถิ่น โดยราษฎรที่อาศัยอยู่ในแต่ละท้องถิ่นจะต้องพึ่งพาอาศัยขุนนางที่มีอำนาจอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ ส่งผลทำให้ขุนนางเป็นผู้ที่มีอำนาจมาก โดยระบบฟิวดัสเป็นระบบอุปถัมภ์โดยมีที่ดินเป็นสิ่งกำหนดฐานะและลักษณะของความสัมพันธ์ของคนในสังคมซึ่งประกอบด้วย 2 ฝ่าย คือ มูลนายหรือลอร์ด และอีกฝ่ายเป็นข้ารับใช้
ผลกระทบของระบบฟิวดัสต่อพัฒนาการด้านต่างๆของยุโรป
................1. พัฒนาการทางด้านการเมืองการปกครอง ระบบนี้มีการกระจายอำนาจให้ขุนนางไปปกครองในแต่ละท้องถิ่นเป็นการส่งเสริมให้ขุนนางเป็นผู้ที่มีอำนาจในการปกครองเพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดความสามัคคีกันของประชาชนในแต่ละท้องถิ่น
................2. พัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจ ระบบฟิวดัสมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากที่ดินระหว่างมูลนายกับข้ารับใช้เป็นเศรษฐกิจที่เพียงพอต่อการเลี้ยงตนเอง
................3. พัฒนาการทางด้านสังคมวัฒนธรรม ทำให้เกิดชนชั้นที่สำคัญในสังคม 3 ชนชั้น ประกอบด้วย ชนชั้นปกครอง มี กษัตริย์ ขุนนางและอัศวิน ชนชั้นพระ และชนชั้นกลางหรือพวกพ่อค้า
........ความเสื่อมของระบบฟิวดัส เกิดขึ้นในช่วงของคริสต์ศตวรรษที่ 11 ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจของยุโรปมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ประชาชนหันมาติดต่อค้าขายกันมากขึ้นจึงมีการผลิตสินค้าเพื่อส่งขายจำนวนมากสร้างความร่ำรวยให้กับชนชั้นกลางหรือพ่อค้า อาชีพเกษตรกรรมไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ประชาชนส่วนใหญ่หันไปสะสมวัตถุเพื่อสร้างความร่ำรวยและความสุขสบายให้กับตนเองมากขึ้น ทำให้ระบบฟิวดัสในยุโรปสิ้นสุดลง
........2. การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14 – 17 โดยเป็นยุคที่ชาวยุโรปมีการฟื้นฟูศิลปวิทยาการต่างๆของกรีกและโรมันกลับมาศึกษาอีกครั้งหนึ่ง เป็นยุคที่ยกย่องเห็นคุณค่าของมนุษย์โดยเน้นมนุษย์นิยมมากขึ้น สนใจในวิชาศิลปศาสตร์เพื่อปลดปล่อยจิตวิญญาณให้เป็นอิสระจากการควบคุมของศาสนจักร
........3. การปฏิรูปศาสนา เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 ในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นช่วงของปลายยุคกลางซึ่งถือเป็นยุคมืดที่คริสตจักรมีอิทธิพลปกครองไปทั่วยุโรป การปฏิรูปศาสนาเริ่มโดยมาร์ติน ลูเทอร์ ค.ศ. 1517 ได้มอบข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปศาสนา 95 ข้อแก่ศาสนจักรเพื่อแก้ไขความเสื่อมโทรมของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกแลสะสถาบันสันตะปาปา ผลคือ ลูเทอร์ถูกประกาศให้เป็นคนนอกรีตและต้องหลบซ่อนตัวอยู่เป็นเวลานานและทำให้ตั้งนิกายลูเทอร์รันขึ้นในเยอรมัน
ชุดที่ 013 การปฏิวัติอุตสาหกรรม
การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ
........การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ด้านเทคนิควิธีและเทคโนโลยีในการผลิตจากเดิมที่ใช้แรงงานคนหรือแรงงานสัตว์มาเป็นกระบวนการผลิตที่ใช้เครื่องจักรกลที่มีความสลับซับซ้อนและให้ผลผลิตได้ในปริมาณมาก
........การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษในราวปีค.ศ. 1760 และได้แพร่หลายไปยังประเทศตะวันตกต่างๆ ตลอดจนภูมิภาคอื่นของโลกในเวลาต่อมา
........การปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงนับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่มีผลกระทบต่อการเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของมนุษยชาติทั่วโลก
โดยแบ่งระยะเวลาออกเป็น 2 ช่วงคือ
........1. การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก เกิดขึ้นระหว่างปีค.ศ. 1760 - 1850 การปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่วงแรกเริ่มขึ้นเมื่อมีการประดิษฐ์สิ่งที่ใช้ทดแทนแรงงานคนในอุตสาหกรรมการทอผ้าของอังกฤษ
........การประดิษฐ์ที่สําคัญ เช่น การประดิษฐ์เครื่องทอผ้าแบบกระสวยพุ่งหรือกี่กระตุกของจอห์น เคย์ ชาวอังกฤษ
........การผลิตเครื่องปั่นด้ายชนิดที่สามารถปั่นด้ายได้ครั้งละหลายเส้นของเจมส์ ฮาร์กรีฟส์ ชาวอังกฤษ
........และการผลิตเคร่ื่องแยกเมล็ดฝ้ายออกจากเส้นใยของอีไล วิทนีย์ ชาวอเมริกัน
........นวัตกรรมเหล่านี้ทําให้การปลูกฝ้ายและความต้องการแรงงานไร่ฝ้ายขยายตัวอย่างรวดเร็ว
........การประดิษฐ์ที่มีการพัฒนาควบคู่กับการทอผ้า คือ เครื่องจักรไอน้ำ ซึ่งได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเจมส์ วัตต์ ชาวสก็อตแลนด์ ........พลังไอน้ําได้ถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนเครื่องจักรในอุตสาหกรรมทอผ้า และได้ขยายไปสู่การผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่หรือเหล็ก
........สิ่งประดิษฐ์อีกประเภทที่มีชื่อเสียงมากในยุคนี้ ได้แก่ หัวรถจักรไอน้ำที่มีชื่อว่า “Rocket” ของจอร์จ สตีเฟนสัน ชาวอังกฤษ
........หัวรถจักรไอน้ำของสตีเฟนสันนับเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ยุคการใช้รถไฟโดยสาร และทําให้มีการเปิดบริการเส้นทางรถไฟสายแรกของโลกระหว่างเมืองลิเวอร์พูลกับแมนเชสเตอร์ในอังกฤษ
........2. การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่ 2 เป็นยุคที่มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ในยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่ 2
........ถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง และเริ่มถูกแทนที่ด้วยพลังงานใหม่อย่างเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียมและพลังงานไฟฟ้า
........โดยอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้าและอุตสาหกรรมเคมี
........ยุคนี้มีนักประดิษฐ์คนสำคัญหลายคน อาทิเช่น เฮนรี เบสเซเมอร์ ชาวอังกฤษผู้ค้นพบวิธีทำเหล็กถลุงให้มีคุณสมบัติดีขึ้นหรือทีี่เรียกว่าเหล็กกล้า
........และซิดนีย์ กิลไครสต์ โทมัส ชาวอังกฤษผู้ค้นพบวิธีกำจัดฟอสฟอรัสออกจากน้ำเหล็ก ที่ได้จากกรรมวิธีเบสเซเมอร์
........เหล็กกล้าจึงเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมและการก่อสร้างหลากหลายประเภท ต่อมาในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
........ได้มีการประดิษฐ์เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินขึ้น โดยคาร์ล เบนซ์และกอตต์ลีบ เดมเลอร์ ชาวเยอรมัน
........สามารถนำเครื่องยนต์เบนซินมาใช้กับรถยนต์เป็นผลสำเร็จ
........นอกจากนี้ยังมีอเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ชาวสก็อตแลนด์ผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์
........และโทมัส อัลวา เอดิสัน ชาวอเมริกันที่ได้ทำการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ดั้งเดิมตั้งแต่โทรศัพท์ เครื่องส่งโทรเลข เครื่องขยายเสียงไปจนถึงหลอดไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
........กระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรกและระยะที่ 2 นั้นไม่อาจที่จะแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด
........เพราะวิวัฒนาการของการปฏิวัติอุตสาหกรรมทั้งสองช่วง มีความเชื่อมโยงกัน
การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่ 1 และ 2 นั้น ยังถือเป็นยุคก่อกำเนิดพัฒนาการของความรู้ต่างๆ ของโลกปัจจุบัน ตลอดจนวางโครงสร้างของระบบโลกในทางเศรษฐกิจ
การเมืองและสังคมอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
........การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ด้านเทคนิควิธีและเทคโนโลยีในการผลิตจากเดิมที่ใช้แรงงานคนหรือแรงงานสัตว์มาเป็นกระบวนการผลิตที่ใช้เครื่องจักรกลที่มีความสลับซับซ้อนและให้ผลผลิตได้ในปริมาณมาก
........การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษในราวปีค.ศ. 1760 และได้แพร่หลายไปยังประเทศตะวันตกต่างๆ ตลอดจนภูมิภาคอื่นของโลกในเวลาต่อมา
........การปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงนับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่มีผลกระทบต่อการเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของมนุษยชาติทั่วโลก
โดยแบ่งระยะเวลาออกเป็น 2 ช่วงคือ
........1. การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก เกิดขึ้นระหว่างปีค.ศ. 1760 - 1850 การปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่วงแรกเริ่มขึ้นเมื่อมีการประดิษฐ์สิ่งที่ใช้ทดแทนแรงงานคนในอุตสาหกรรมการทอผ้าของอังกฤษ
........การประดิษฐ์ที่สําคัญ เช่น การประดิษฐ์เครื่องทอผ้าแบบกระสวยพุ่งหรือกี่กระตุกของจอห์น เคย์ ชาวอังกฤษ
........การผลิตเครื่องปั่นด้ายชนิดที่สามารถปั่นด้ายได้ครั้งละหลายเส้นของเจมส์ ฮาร์กรีฟส์ ชาวอังกฤษ
........และการผลิตเคร่ื่องแยกเมล็ดฝ้ายออกจากเส้นใยของอีไล วิทนีย์ ชาวอเมริกัน
........นวัตกรรมเหล่านี้ทําให้การปลูกฝ้ายและความต้องการแรงงานไร่ฝ้ายขยายตัวอย่างรวดเร็ว
........การประดิษฐ์ที่มีการพัฒนาควบคู่กับการทอผ้า คือ เครื่องจักรไอน้ำ ซึ่งได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเจมส์ วัตต์ ชาวสก็อตแลนด์ ........พลังไอน้ําได้ถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนเครื่องจักรในอุตสาหกรรมทอผ้า และได้ขยายไปสู่การผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่หรือเหล็ก
........สิ่งประดิษฐ์อีกประเภทที่มีชื่อเสียงมากในยุคนี้ ได้แก่ หัวรถจักรไอน้ำที่มีชื่อว่า “Rocket” ของจอร์จ สตีเฟนสัน ชาวอังกฤษ
........หัวรถจักรไอน้ำของสตีเฟนสันนับเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ยุคการใช้รถไฟโดยสาร และทําให้มีการเปิดบริการเส้นทางรถไฟสายแรกของโลกระหว่างเมืองลิเวอร์พูลกับแมนเชสเตอร์ในอังกฤษ
........2. การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่ 2 เป็นยุคที่มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ในยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่ 2
........ถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง และเริ่มถูกแทนที่ด้วยพลังงานใหม่อย่างเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียมและพลังงานไฟฟ้า
........โดยอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้าและอุตสาหกรรมเคมี
........ยุคนี้มีนักประดิษฐ์คนสำคัญหลายคน อาทิเช่น เฮนรี เบสเซเมอร์ ชาวอังกฤษผู้ค้นพบวิธีทำเหล็กถลุงให้มีคุณสมบัติดีขึ้นหรือทีี่เรียกว่าเหล็กกล้า
........และซิดนีย์ กิลไครสต์ โทมัส ชาวอังกฤษผู้ค้นพบวิธีกำจัดฟอสฟอรัสออกจากน้ำเหล็ก ที่ได้จากกรรมวิธีเบสเซเมอร์
........เหล็กกล้าจึงเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมและการก่อสร้างหลากหลายประเภท ต่อมาในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
........ได้มีการประดิษฐ์เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินขึ้น โดยคาร์ล เบนซ์และกอตต์ลีบ เดมเลอร์ ชาวเยอรมัน
........สามารถนำเครื่องยนต์เบนซินมาใช้กับรถยนต์เป็นผลสำเร็จ
........นอกจากนี้ยังมีอเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ชาวสก็อตแลนด์ผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์
........และโทมัส อัลวา เอดิสัน ชาวอเมริกันที่ได้ทำการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ดั้งเดิมตั้งแต่โทรศัพท์ เครื่องส่งโทรเลข เครื่องขยายเสียงไปจนถึงหลอดไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
........กระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรกและระยะที่ 2 นั้นไม่อาจที่จะแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด
........เพราะวิวัฒนาการของการปฏิวัติอุตสาหกรรมทั้งสองช่วง มีความเชื่อมโยงกัน
การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่ 1 และ 2 นั้น ยังถือเป็นยุคก่อกำเนิดพัฒนาการของความรู้ต่างๆ ของโลกปัจจุบัน ตลอดจนวางโครงสร้างของระบบโลกในทางเศรษฐกิจ
การเมืองและสังคมอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
ชุดที่ 012 การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์
การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ คือ
........การพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของโลกตะวันตกที่เกิดขึ้นในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 - 18
........ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่มีการแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของโลกและจักรวาล และมีการค้นคว้าทดลองทฤษฎีต่างๆทางวิทยาศาสตร์มากมาย
........สำหรับปัจจัยที่นำไปสู่การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์นั้นมีหลายประการ ตั้งแต่การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ อันเป็นเหตุให้มนุษย์หลุดพ้นจากอิทธิพลการครอบงำของคริสตจักร และมีอิสระทางความคิดมากขึ้น ประกอบกับที่มีการประดิษฐ์คิดค้นวิธีการพิมพ์หนังสือ
........ทำให้สามารถพิมพ์ตำราเผยแพร่ความรู้ทางศาสตร์ต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ นำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการค้นคว้าและวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ
........นอกเหนือจากนี้ การสำรวจทางทะเลและการค้นพบดินแดนใหม่ในโลกตะวันออกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา
........ก็เอื้อให้ชาวตะวันตก มีโอกาสติดต่อแลกเปลี่ยนความรู้กับคนต่างชาติ ต่างวัฒนธรรม และทำให้อารยธรรมความรู้จากชาติต่างๆ อาทิ จีน อินเดีย อาหรับและเปอร์เชียเผยแพร่เข้ามาในสังคมตะวันตกมากขึ้น
........ซึ่งส่งผลให้องค์ความรู้ขยายขอบเขตกว้างขวางออกไป สิ่งสำคัญที่เป็นหัวใจของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ก็คือกระบวนการค้นหาความจริงอย่างเป็นขั้นตอน
........อันนำไปสู่ผลสรุปที่สามารถอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ยุคการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์จึงได้ชื่อว่า “ยุคแห่งภูมิธรรม”
........หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปผู้ทรงอิทธิพลที่จุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ กาลิเลโอ กาลิเลอี ชาวอิตาเลียน
........แนวคิดล้ำยุคผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งโลกวิทยาศาสตร์ กาลิเลโอเป็นผู้ค้นพบทฤษฎีความเฉื่อยและการตกของวัตถุ
........อีกทั้งยังเป็นผู้ประดิษฐ์กล้องดูดาวแบบหักเหแสงได้เป็นคนแรก
........การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับดวงดาวและจักรวาลของกาลิเลโอ ช่วยยืนยันทฤษฎีเกี่ยวกับสุริยะจักรวาล ที่มีมาก่อนหน้านี้ของนิโคลัส โคเปอร์นิคัส นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ ที่กล่าวว่าโลกเป็นเพียงดาวดวงหนึ่งในระบบสุริยะจักรวาลที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางว่าถูกต้อง
........นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งก็คือ ไอแซค นิวตัน ชาวอังกฤษ
........ผู้ค้นพบข้อเท็จจริงที่สำคัญทางวิทยาศาสตร์หลายสิ่ง จนได้รับสมญานามว่าบิดาของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ทฤษฎีหลักสองทฤษฎีที่นิวตันค้นพบในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 คือ
........กฎแรงโน้มถ่วงสากลและกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน นิวตันได้แสดงให้เห็นว่า
การเคลื่อนที่ของวัตถุบนโลกและวัตถุบนท้องฟ้าล้วนอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติชนิดเดียวกัน
........โดยแสดงให้เห็นความสอดคล้องระหว่างทฤษฎีการโคจรของดาวเคราะห์ของโจฮันเนส เคปเลอร์ ชาวเยอรมัน กับทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของตน
........ผลจากการค้นพบทฤษฎีทั้งสองช่วยยืนยันแนวคิดที่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล และทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่า
........เพราะเหตุใดโลกและดาวเคราะห์จึงหมุนรอบดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์จึงหมุนรอบโลกได้โดยไม่หลุดจากวงโคจร
........รวมไปถึงอธิบายสาเหตุที่ทำให้วัตถุต่างๆ ตกจากที่สูงลงสู่พื้นดินโดยไม่หลุดลอยไปในอวกาศ ซึ่งช่วยให้การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง
........การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ ยังผลให้ผู้คนในชาติตะวันตกเกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง และสามารถนำความรู้และทฤษฎีใหม่ๆ
........มาใช้พัฒนาความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆอย่างรวดเร็ว วิทยาศาสตร์ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
........ทั้งในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และเป็นสาเหตุผลักดันให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 18
........ซึ่งทำให้หลายประเทศในยุโรปพัฒนานวัตกรรมด้านการผลิตจนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกในเวลาต่อมา
........การพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของโลกตะวันตกที่เกิดขึ้นในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 - 18
........ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่มีการแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของโลกและจักรวาล และมีการค้นคว้าทดลองทฤษฎีต่างๆทางวิทยาศาสตร์มากมาย
........สำหรับปัจจัยที่นำไปสู่การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์นั้นมีหลายประการ ตั้งแต่การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ อันเป็นเหตุให้มนุษย์หลุดพ้นจากอิทธิพลการครอบงำของคริสตจักร และมีอิสระทางความคิดมากขึ้น ประกอบกับที่มีการประดิษฐ์คิดค้นวิธีการพิมพ์หนังสือ
........ทำให้สามารถพิมพ์ตำราเผยแพร่ความรู้ทางศาสตร์ต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ นำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการค้นคว้าและวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ
........นอกเหนือจากนี้ การสำรวจทางทะเลและการค้นพบดินแดนใหม่ในโลกตะวันออกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา
........ก็เอื้อให้ชาวตะวันตก มีโอกาสติดต่อแลกเปลี่ยนความรู้กับคนต่างชาติ ต่างวัฒนธรรม และทำให้อารยธรรมความรู้จากชาติต่างๆ อาทิ จีน อินเดีย อาหรับและเปอร์เชียเผยแพร่เข้ามาในสังคมตะวันตกมากขึ้น
........ซึ่งส่งผลให้องค์ความรู้ขยายขอบเขตกว้างขวางออกไป สิ่งสำคัญที่เป็นหัวใจของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ก็คือกระบวนการค้นหาความจริงอย่างเป็นขั้นตอน
........อันนำไปสู่ผลสรุปที่สามารถอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ยุคการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์จึงได้ชื่อว่า “ยุคแห่งภูมิธรรม”
........หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปผู้ทรงอิทธิพลที่จุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ กาลิเลโอ กาลิเลอี ชาวอิตาเลียน
........แนวคิดล้ำยุคผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งโลกวิทยาศาสตร์ กาลิเลโอเป็นผู้ค้นพบทฤษฎีความเฉื่อยและการตกของวัตถุ
........อีกทั้งยังเป็นผู้ประดิษฐ์กล้องดูดาวแบบหักเหแสงได้เป็นคนแรก
........การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับดวงดาวและจักรวาลของกาลิเลโอ ช่วยยืนยันทฤษฎีเกี่ยวกับสุริยะจักรวาล ที่มีมาก่อนหน้านี้ของนิโคลัส โคเปอร์นิคัส นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ ที่กล่าวว่าโลกเป็นเพียงดาวดวงหนึ่งในระบบสุริยะจักรวาลที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางว่าถูกต้อง
........นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งก็คือ ไอแซค นิวตัน ชาวอังกฤษ
........ผู้ค้นพบข้อเท็จจริงที่สำคัญทางวิทยาศาสตร์หลายสิ่ง จนได้รับสมญานามว่าบิดาของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ทฤษฎีหลักสองทฤษฎีที่นิวตันค้นพบในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 คือ
........กฎแรงโน้มถ่วงสากลและกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน นิวตันได้แสดงให้เห็นว่า
การเคลื่อนที่ของวัตถุบนโลกและวัตถุบนท้องฟ้าล้วนอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติชนิดเดียวกัน
........โดยแสดงให้เห็นความสอดคล้องระหว่างทฤษฎีการโคจรของดาวเคราะห์ของโจฮันเนส เคปเลอร์ ชาวเยอรมัน กับทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของตน
........ผลจากการค้นพบทฤษฎีทั้งสองช่วยยืนยันแนวคิดที่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล และทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่า
........เพราะเหตุใดโลกและดาวเคราะห์จึงหมุนรอบดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์จึงหมุนรอบโลกได้โดยไม่หลุดจากวงโคจร
........รวมไปถึงอธิบายสาเหตุที่ทำให้วัตถุต่างๆ ตกจากที่สูงลงสู่พื้นดินโดยไม่หลุดลอยไปในอวกาศ ซึ่งช่วยให้การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง
........การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ ยังผลให้ผู้คนในชาติตะวันตกเกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง และสามารถนำความรู้และทฤษฎีใหม่ๆ
........มาใช้พัฒนาความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆอย่างรวดเร็ว วิทยาศาสตร์ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
........ทั้งในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และเป็นสาเหตุผลักดันให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 18
........ซึ่งทำให้หลายประเทศในยุโรปพัฒนานวัตกรรมด้านการผลิตจนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกในเวลาต่อมา
ชุดที่ 011 ยุคแห่งการสำรวจและการค้นพบ
ยุคแห่งการสำรวจและการค้นพบเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิจักรวรรดินิยมยุคเก่า
........ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ชาวยุโรปออกเดินทางจากทวีปของตนไปสำรวจทางทะเลโดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อแสวงหาคู่ค้าขายใหม่ รวมไปถึงสินค้าและทรัพยากรหายากภายในดินแดนต่างๆของโลกใหม่ที่ถูกค้นพบ ในระยะที่ยุโรปฟื้นตัวภายหลังสงครามครูเสด
........ชาวอิตาเลียนได้ใช้นครเวนิสซึ่งเป็นสถานีการค้าเก่าแก่ทั้งก่อนและระหว่างสงครามติดต่อกับโลกภายนอกก่อนชาติใดในยุโรป ชาวเวนิสที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในฐานะนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ เห็นจะไม่มีใครเกินมาร์โค โปโล ผู้ใช้เส้นทางบกจากยุโรปไปถึงนครปักกิ่งในประเทศจีนเมื่อปีค.ศ. 1271 และใช้ชีวิตในเมืองจีนนานกว่า 15 ปีก่อนจะเดินทางกลับอิตาลีทางเรือ
........แม้ว่ามาร์โค โปโลจะไม่ใช่ชาวตะวันตกคนแรกที่เดินทางไปถึงเมืองจีน
แต่ก็เป็นคนแรกที่ได้เขียนบันทึกการเดินทางอธิบายถึงเมืองจีนอย่างละเอียด
และยังเป็นคนแรกที่กล่าวถึงแผ่นดินชวา สุมาตรา พม่าและสยามอีกด้วย
........เรื่องที่มาร์โค โปโลเขียนไว้ได้ปลุกกระแสแห่งการเดินทางและสำรวจโลกใหม่ของชาวยุโรปในสมัยหลังๆเป็นอย่างมาก
........ดังนั้นจึงไม่ผิดที่จะกล่าวว่าเขาคือคนแรกที่เปิดเส้นทางการค้าและวัฒนธรรมระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตก
........การสำรวจและการเดินทางของชาวยุโรปภายหลังการค้นพบของมาร์โค
โปโลชะงักลงจวบจนล่วงเข้าคริสต์ศตวรรษที่ 15
........จึงเกิดการรวมศูนย์กลางทางการเมืองครั้งใหม่ในยุโรปใต้ โดยเฉพาะบนคาบสมุทรไอบีเรียซึ่งมีสเปนและโปรตุเกสตั้งอยู่
........ยุคแห่งการสำรวจและการค้นพบที่เริ่มขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15
ไปจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ประจวบกับช่วงที่ชาวยุโรปตะวันตก เริ่มมีความรู้ในการใช้เข็มทิศและแผนที่
........ประกอบกับมีพัฒนาการเดินเรือแบบใหม่ วิทยาการที่ก้าวหน้าเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้ชาติตะวันตกแสวงหาเส้นทางการค้าขายใหม่และหลั่งไหลสู่โลกตะวันออกมากขึ้น
........คริสต์ศตวรรษที่ 15 ถือเป็นช่วงการแข่งขันอำนาจทางทะเลระหว่างโปรตุเกสและสเปน ซึ่งเป็นสองชาติตะวันตกหลักที่มีบทบาทในการสำรวจทางทะเลยุคนี้
........โดยบาร์โธโลมิว ไดแอสสามารถเดินเรือผ่านแหลมกู้ดโฮปได้สำเร็จในปีค.ศ. 1488
........เส้นทางสำรวจของไดแอสได้ปูทางให้วาสโก ดา กามาสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการตามรอย จนสามารถค้นพบเส้นทางการเดินเรือจากยุโรปสู่อินเดียได้ในเวลาหนึ่งทศวรรษต่อมา
........ส่วนทางฝั่งกษัตริย์สเปน ก็ได้สนับสนุนให้คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจชาวอิตาลี ผู้เชื่อว่าโลกกลมออกเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกในปี ค.ศ.1492
........จนกระทั่งค้นพบหมู่เกาะเวสต์อินดีสซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทวีปอเมริกาใต้โดยบังเอิญ
........นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนให้เฟอร์ดินานด์ แมกเจลลัน นักเดินเรือชาวโปรตุเกสเดินทางผ่านช่องแคบที่ตั้งชื่อภายหลังว่า “แมกเจลลัน” ทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ และข้าม
มหาสมุทรแปซิฟิกมาทางทวีปเอเชีย
........แม้ว่าแมกเจลลัน จะถูกชาวพื้นเมืองฆ่าตายที่เกาะฟิลิปปินส์ แต่ลูกเรือของเขาสามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรอินเดีย กลับไปยังสเปนได้สำเร็จในปีค.ศ. 1522 ซึ่งนับว่าเป็นการเดินเรือรอบโลกสำเร็จครั้งแรกในประวัติศาสตร์
........การแข่งขันอำนาจทางทะเลระหว่างโปรตุเกสกับสเปนยุติลงเมื่อโปรตุเกสตกอยู่ภายใต้การปกครองของสเปนในช่วงค.ศ. 1580 - 1640
........นอกจากโปรตุเกสและสเปนแล้ว เนเธอร์แลนด์และอังกฤษก็เป็นชาติตะวันตกที่มีบทบาทสำคัญในยุคการสำรวจทางทะเลนี้
........โดยเรือของเนเธอร์แลนด์ได้ค้นพบทวีปออสเตรเลียเป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 1605 และเรียกทวีปนี้ว่า “นิวฮอลแลนด์” จนมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18
........อังกฤษได้ครอบครองและเรียกทวีปนี้ใหม่ว่า “ออสเตรเลีย” นอกจากนี้อังกฤษยังสามารถสลายอำนาจทางทะเลของโปรตุเกส และเข้าไปมีอำนาจครอบครองอินเดียและอเมริกาเหนืออีกด้วย
........ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ชาวยุโรปออกเดินทางจากทวีปของตนไปสำรวจทางทะเลโดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อแสวงหาคู่ค้าขายใหม่ รวมไปถึงสินค้าและทรัพยากรหายากภายในดินแดนต่างๆของโลกใหม่ที่ถูกค้นพบ ในระยะที่ยุโรปฟื้นตัวภายหลังสงครามครูเสด
........ชาวอิตาเลียนได้ใช้นครเวนิสซึ่งเป็นสถานีการค้าเก่าแก่ทั้งก่อนและระหว่างสงครามติดต่อกับโลกภายนอกก่อนชาติใดในยุโรป ชาวเวนิสที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในฐานะนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ เห็นจะไม่มีใครเกินมาร์โค โปโล ผู้ใช้เส้นทางบกจากยุโรปไปถึงนครปักกิ่งในประเทศจีนเมื่อปีค.ศ. 1271 และใช้ชีวิตในเมืองจีนนานกว่า 15 ปีก่อนจะเดินทางกลับอิตาลีทางเรือ
........แม้ว่ามาร์โค โปโลจะไม่ใช่ชาวตะวันตกคนแรกที่เดินทางไปถึงเมืองจีน
แต่ก็เป็นคนแรกที่ได้เขียนบันทึกการเดินทางอธิบายถึงเมืองจีนอย่างละเอียด
และยังเป็นคนแรกที่กล่าวถึงแผ่นดินชวา สุมาตรา พม่าและสยามอีกด้วย
........เรื่องที่มาร์โค โปโลเขียนไว้ได้ปลุกกระแสแห่งการเดินทางและสำรวจโลกใหม่ของชาวยุโรปในสมัยหลังๆเป็นอย่างมาก
........ดังนั้นจึงไม่ผิดที่จะกล่าวว่าเขาคือคนแรกที่เปิดเส้นทางการค้าและวัฒนธรรมระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตก
........การสำรวจและการเดินทางของชาวยุโรปภายหลังการค้นพบของมาร์โค
โปโลชะงักลงจวบจนล่วงเข้าคริสต์ศตวรรษที่ 15
........จึงเกิดการรวมศูนย์กลางทางการเมืองครั้งใหม่ในยุโรปใต้ โดยเฉพาะบนคาบสมุทรไอบีเรียซึ่งมีสเปนและโปรตุเกสตั้งอยู่
........ยุคแห่งการสำรวจและการค้นพบที่เริ่มขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15
ไปจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ประจวบกับช่วงที่ชาวยุโรปตะวันตก เริ่มมีความรู้ในการใช้เข็มทิศและแผนที่
........ประกอบกับมีพัฒนาการเดินเรือแบบใหม่ วิทยาการที่ก้าวหน้าเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้ชาติตะวันตกแสวงหาเส้นทางการค้าขายใหม่และหลั่งไหลสู่โลกตะวันออกมากขึ้น
........คริสต์ศตวรรษที่ 15 ถือเป็นช่วงการแข่งขันอำนาจทางทะเลระหว่างโปรตุเกสและสเปน ซึ่งเป็นสองชาติตะวันตกหลักที่มีบทบาทในการสำรวจทางทะเลยุคนี้
........โดยบาร์โธโลมิว ไดแอสสามารถเดินเรือผ่านแหลมกู้ดโฮปได้สำเร็จในปีค.ศ. 1488
........เส้นทางสำรวจของไดแอสได้ปูทางให้วาสโก ดา กามาสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการตามรอย จนสามารถค้นพบเส้นทางการเดินเรือจากยุโรปสู่อินเดียได้ในเวลาหนึ่งทศวรรษต่อมา
........ส่วนทางฝั่งกษัตริย์สเปน ก็ได้สนับสนุนให้คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจชาวอิตาลี ผู้เชื่อว่าโลกกลมออกเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกในปี ค.ศ.1492
........จนกระทั่งค้นพบหมู่เกาะเวสต์อินดีสซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทวีปอเมริกาใต้โดยบังเอิญ
........นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนให้เฟอร์ดินานด์ แมกเจลลัน นักเดินเรือชาวโปรตุเกสเดินทางผ่านช่องแคบที่ตั้งชื่อภายหลังว่า “แมกเจลลัน” ทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ และข้าม
มหาสมุทรแปซิฟิกมาทางทวีปเอเชีย
........แม้ว่าแมกเจลลัน จะถูกชาวพื้นเมืองฆ่าตายที่เกาะฟิลิปปินส์ แต่ลูกเรือของเขาสามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรอินเดีย กลับไปยังสเปนได้สำเร็จในปีค.ศ. 1522 ซึ่งนับว่าเป็นการเดินเรือรอบโลกสำเร็จครั้งแรกในประวัติศาสตร์
........การแข่งขันอำนาจทางทะเลระหว่างโปรตุเกสกับสเปนยุติลงเมื่อโปรตุเกสตกอยู่ภายใต้การปกครองของสเปนในช่วงค.ศ. 1580 - 1640
........นอกจากโปรตุเกสและสเปนแล้ว เนเธอร์แลนด์และอังกฤษก็เป็นชาติตะวันตกที่มีบทบาทสำคัญในยุคการสำรวจทางทะเลนี้
........โดยเรือของเนเธอร์แลนด์ได้ค้นพบทวีปออสเตรเลียเป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 1605 และเรียกทวีปนี้ว่า “นิวฮอลแลนด์” จนมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18
........อังกฤษได้ครอบครองและเรียกทวีปนี้ใหม่ว่า “ออสเตรเลีย” นอกจากนี้อังกฤษยังสามารถสลายอำนาจทางทะเลของโปรตุเกส และเข้าไปมีอำนาจครอบครองอินเดียและอเมริกาเหนืออีกด้วย
ชุดที่ 009 การแบ่งยุคประวัติศาสตร์ของอินเดีย
การแบ่งยุคประวัติศาสตร์ของอินเดีย
.......มีการแบ่งเป็นยุคสมัยย่อยตามช่วงเวลาของแต่ละราชวงศ์ที่มีอิทธิพลเหนืออินเดียขณะนั้น
.......อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ โดยมีพวกดราวิเดียน เมื่อ 2,500 ปีก่อนคริสต์ศักราชจนกระทั่งอารยธรรมแห่งนี้ล่มสลายลงเมื่อ 1,500 ปีก่อนคริสต์สักราชเมื่อชนชาวอารยันอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานและก่อตั้งอาณาจักรหลายอาณาจักรในภาคเหนือของอินเดีย นับว่าเป็นช่วงเวลาที่การเริ่มสร้างสรรค์อารยธรรมอินเดียที่แท้จริง มีการก่อตั้งศาสนาต่าง ๆ เรียกว่า สมัยพระเวท (1,500 – 900 ปีก่อนคริสต์ศักราช) สมัยมหากาพย์ (900 – 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ต่อมาอินเดียรวมตัวกันในสมัยราชวงศ์มคธ (600 – 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช) และมีการรวมตัวอย่างแท้จริงในสมัยราชวงศ์เมารยะ (321 - 184 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ระยะเวลานี้เป็นเวลาที่อินเดียเปิดเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ ต่อมาราชวงศ์เมารยะล่มสลายอินเดียก็เข้าสู่สมัยแห่งการแตกแยกและการรุกรานจากภายนอก จากพวกกรีกและพวกกุษาณะ ระยะเวลานี้เป็นสมัยการผสมผสานทางวัฒนธรรมก่อนที่จะรวมเป็นจักรวรรดิได้อีกครั้งใน ค.ศ. 320 โดยราชวงศ์คุปตะ (สมัยคุปตะ ค.ศ. 320 – ค.ศ. 535)
ประวัติศาสตร์อินเดียสมัยกลาง
.......อินเดียเข้าสู่สมัยกลาง ค.ศ. 535 – ค.ศ. 1525 สมัยนี้เป็นช่วงเวลาของความวุ่นวายทางการเมือง และการรุกรานจากต่างชาติ โดยพาะชาวมุสลิม สมัยกลางจึงเป็นสมัยที่อารยธรรมมุสลิมเข้ามามีอิทธิพลในอินเดีย
.......อินเดียสมัยใหม่ภายใต้จักรวรรดิโมกุล ค.ศ. 1526-ค.ศ.1858 เป็นจักรวรรดิที่ปกครองโดยชาวมุสลิม มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในสมัยพระเจ้าอักบาร์มหาราช มีความสามารถในด้านการรบ
สมัยประวัติศาสตร์
.......มีการใช้ตัวอักษรโบราณที่เรียกว่า “บรามิลิป” ประมาณ 700 ปีก่อนคริสต์ศักราช
.......พวกอินโด-อารยัน ได้ปกครองพวกดราวิเดียนที่เป็นชาวพื้นเมืองเดิม สร้างอารยธรรมต่างๆ
อารยธรรมพระเวท
.......ชนเผ่าอารยัน เป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินอินเดียมาก่อนหรือหลังอารยธรรมสินธุ ยังเป็นประเด็นโต้แย้งกันอยู่ แม้ในปัจจุบันนี้ แนวความคิดที่ยึดถือโดยคนส่วนใหญ่เชื่อว่า ชนเผ่าอารยันเข้ามาสู่อินเดียหลังจากความเจริญสูงสุดของอารยธรรมสินธุผ่านไปแล้ว และชาวอารยัน ได้สร้างอารยธรรมของตนเองขึ้นมาในรูปแบบและเนื้อหาที่แตกต่างไปจากอารยธรรมสินธุเดิม แต่ก็ยังมีบางแนวคิดที่เชื่อว่า ชนเผ่าอารยันอยู่บนแผ่นดินอินเดียมานานแล้ว แต่ไม่ได้มีบทบาทในการสร้างวัฒนธรรมที่เป็นกระแสหลักของสังคม จวบจนเมื่ออารยธรรมสินธุเสื่อมลง จึงทำให้วัฒนธรรมของพวกอารยันกลายมาเป็นวัฒนธรรมกระแสหลัก และพัฒนามาเป็นอารยธรรมในเวลาต่อมา
.......คัมภีร์พระเวท คือ หลักฐานทางจินตนาการที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของพวกอารยัน จินตนาการอันงดงามและทรงพลังของชาวอารยัน ได้ถูกสร้างสรรค์ ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนปรากฏเป็นรูปคัมภีร์ที่รู้จักกันในชื่อ "ไตรเวท" (คัมภีร์พระเวททั้ง 3 ) ได้แก่
.......1. ฤคเวท
.......2. ยชุรเวท และ
.......3. สามเวท
(พระเวทที่ 4 คือ อถรวเวท หรือ อาถรรพเวท เกิดขึ้นในภายหลัง)
.......คัมภีร์พระเวทนี้ ได้กลายมาเป็นรากฐานของอารยธรรมอินเดียในเวลาต่อมา และสืบทอดกันมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ด้วยรากฐานคือคัมภีร์พระเวทนี้เอง ที่เป็นฐานให้เกิดคัมภีร์อื่นคือ คัมภีร์พราหมณ, คัมภีร์อุปนิษัท, ตลอดทั้งมหากาพย์และวรรณกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย ที่กลายมาเป็นจินตนาการอันทรงพลังให้กับความเจริญรุ่งเรืองของสังคมอินเดียในเวลาต่อมา
.......จินตนาการอันงดงามและทรงพลังของชาวอารยัน ได้กลายมาเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตและกฎระเบียบทางสังคม ในแง่ของสังคม ได้เกิดระบบวรรณะที่ทรงพลัง จนกลายมาเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของสังคมอินเดีย วรรณะทั้ง 4 คือ
.......1. พราหมณ์
.......2. กษัตริย์
.......3. แพศย์
.......4. ศูทร
.......มีการแบ่งเป็นยุคสมัยย่อยตามช่วงเวลาของแต่ละราชวงศ์ที่มีอิทธิพลเหนืออินเดียขณะนั้น
.......อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ โดยมีพวกดราวิเดียน เมื่อ 2,500 ปีก่อนคริสต์ศักราชจนกระทั่งอารยธรรมแห่งนี้ล่มสลายลงเมื่อ 1,500 ปีก่อนคริสต์สักราชเมื่อชนชาวอารยันอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานและก่อตั้งอาณาจักรหลายอาณาจักรในภาคเหนือของอินเดีย นับว่าเป็นช่วงเวลาที่การเริ่มสร้างสรรค์อารยธรรมอินเดียที่แท้จริง มีการก่อตั้งศาสนาต่าง ๆ เรียกว่า สมัยพระเวท (1,500 – 900 ปีก่อนคริสต์ศักราช) สมัยมหากาพย์ (900 – 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ต่อมาอินเดียรวมตัวกันในสมัยราชวงศ์มคธ (600 – 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช) และมีการรวมตัวอย่างแท้จริงในสมัยราชวงศ์เมารยะ (321 - 184 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ระยะเวลานี้เป็นเวลาที่อินเดียเปิดเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ ต่อมาราชวงศ์เมารยะล่มสลายอินเดียก็เข้าสู่สมัยแห่งการแตกแยกและการรุกรานจากภายนอก จากพวกกรีกและพวกกุษาณะ ระยะเวลานี้เป็นสมัยการผสมผสานทางวัฒนธรรมก่อนที่จะรวมเป็นจักรวรรดิได้อีกครั้งใน ค.ศ. 320 โดยราชวงศ์คุปตะ (สมัยคุปตะ ค.ศ. 320 – ค.ศ. 535)
ประวัติศาสตร์อินเดียสมัยกลาง
.......อินเดียเข้าสู่สมัยกลาง ค.ศ. 535 – ค.ศ. 1525 สมัยนี้เป็นช่วงเวลาของความวุ่นวายทางการเมือง และการรุกรานจากต่างชาติ โดยพาะชาวมุสลิม สมัยกลางจึงเป็นสมัยที่อารยธรรมมุสลิมเข้ามามีอิทธิพลในอินเดีย
.......อินเดียสมัยใหม่ภายใต้จักรวรรดิโมกุล ค.ศ. 1526-ค.ศ.1858 เป็นจักรวรรดิที่ปกครองโดยชาวมุสลิม มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในสมัยพระเจ้าอักบาร์มหาราช มีความสามารถในด้านการรบ
สมัยประวัติศาสตร์
.......มีการใช้ตัวอักษรโบราณที่เรียกว่า “บรามิลิป” ประมาณ 700 ปีก่อนคริสต์ศักราช
.......พวกอินโด-อารยัน ได้ปกครองพวกดราวิเดียนที่เป็นชาวพื้นเมืองเดิม สร้างอารยธรรมต่างๆ
อารยธรรมพระเวท
.......ชนเผ่าอารยัน เป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินอินเดียมาก่อนหรือหลังอารยธรรมสินธุ ยังเป็นประเด็นโต้แย้งกันอยู่ แม้ในปัจจุบันนี้ แนวความคิดที่ยึดถือโดยคนส่วนใหญ่เชื่อว่า ชนเผ่าอารยันเข้ามาสู่อินเดียหลังจากความเจริญสูงสุดของอารยธรรมสินธุผ่านไปแล้ว และชาวอารยัน ได้สร้างอารยธรรมของตนเองขึ้นมาในรูปแบบและเนื้อหาที่แตกต่างไปจากอารยธรรมสินธุเดิม แต่ก็ยังมีบางแนวคิดที่เชื่อว่า ชนเผ่าอารยันอยู่บนแผ่นดินอินเดียมานานแล้ว แต่ไม่ได้มีบทบาทในการสร้างวัฒนธรรมที่เป็นกระแสหลักของสังคม จวบจนเมื่ออารยธรรมสินธุเสื่อมลง จึงทำให้วัฒนธรรมของพวกอารยันกลายมาเป็นวัฒนธรรมกระแสหลัก และพัฒนามาเป็นอารยธรรมในเวลาต่อมา
.......คัมภีร์พระเวท คือ หลักฐานทางจินตนาการที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของพวกอารยัน จินตนาการอันงดงามและทรงพลังของชาวอารยัน ได้ถูกสร้างสรรค์ ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนปรากฏเป็นรูปคัมภีร์ที่รู้จักกันในชื่อ "ไตรเวท" (คัมภีร์พระเวททั้ง 3 ) ได้แก่
.......1. ฤคเวท
.......2. ยชุรเวท และ
.......3. สามเวท
(พระเวทที่ 4 คือ อถรวเวท หรือ อาถรรพเวท เกิดขึ้นในภายหลัง)
.......คัมภีร์พระเวทนี้ ได้กลายมาเป็นรากฐานของอารยธรรมอินเดียในเวลาต่อมา และสืบทอดกันมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ด้วยรากฐานคือคัมภีร์พระเวทนี้เอง ที่เป็นฐานให้เกิดคัมภีร์อื่นคือ คัมภีร์พราหมณ, คัมภีร์อุปนิษัท, ตลอดทั้งมหากาพย์และวรรณกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย ที่กลายมาเป็นจินตนาการอันทรงพลังให้กับความเจริญรุ่งเรืองของสังคมอินเดียในเวลาต่อมา
.......จินตนาการอันงดงามและทรงพลังของชาวอารยัน ได้กลายมาเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตและกฎระเบียบทางสังคม ในแง่ของสังคม ได้เกิดระบบวรรณะที่ทรงพลัง จนกลายมาเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของสังคมอินเดีย วรรณะทั้ง 4 คือ
.......1. พราหมณ์
.......2. กษัตริย์
.......3. แพศย์
.......4. ศูทร
ชุดที่ 008 การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของจีน
การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของจีน
........อารยธรรมของจีนเริ่มปรากฏในบริเวณลุ่มแม่น้ำเหลือง ประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช แบ่งยุคดังนี้
1.ก่อนประวัติศาสตร์
........1. วัฒนธรรมหยางเชา ที่บริเวณมณฑลเหอหนานและบริเวณมณฑลเกียงทาง พบเครื่องปั้นดินเผาที่มีสีแดง ดำรงชีพด้วยการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์
........2. วัฒนธรรมลุงซาน มณฑลชานตุง พบเครื่องปั้นดินเผาสีดำขัดมัน เป็นเงา เนื้อบางละเอียดกว่าเครื่องปั้นสีแดง
2.สมัยประวัติศาสตร์
........สมัยราชวงศ์ซาง , อินซาง
........เดิมชื่อราชวงศ์ซาง ต่อมามีการย้ายเมืองหลวงถึง 5 ครั้ง ครั้งสุดท้ายอยู่ที่เมืองเมืองอิน จึงเปลี่ยนชื่อเป็นราชวงศ์อิน บางคนก็เรียกราชวงศ์อินซาง จัดเป็นยุคที่ไสยศาสตร์เฟื่องฟู นิยมการเสี่ยงทายด้วยกระดองเต่ากันมาก ตัวอักษรจีนเริ่มต้นพัฒนามาจากราชวงศ์นี้ เรียกว่า ตัวอักษรเจี๋ยกู่เหวิน (อักษรกระดูก) โจ้ว ที่เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซาง ซึ่งในประวัติศาสตร์ประณามไว้ว่า เป็นคนโหดร้ายทารุณมาก นิยมการสงคราม และหลงใหลในอิสตรี โดยเฉพาะสนมเอกชื่อ ต๋าจี หรือขันกี ซึ่งเป็นคนวิปริตผิดมนุษย์ คอยยุยงให้โจ้วฆ่าคนเป็นผักปลา สร้างสระเหล้าดงเนื้อขึ้น (เอาน้ำเหล้ามาใส่ในสระ แล้วเอาเนื้อสัตว์มาห้อยไว้ตามต้นไม้)
มีลักษณะที่สำคัญดังนี้
........การปกครอง แบบนครรัฐ กษัตริย์เป็นผู้นำ
........สังคม ประชาชนมีความเป็นอยู่เรียบง่าย อาศัยในกระท่อมสร้างจากดินเหนียว
........สภาพเศรษฐกิจ ประชาชนมีอาชีพเกษตรเป็นหลัก ใช้เปลือกหอยเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน
........ภาษา มีอักษรใช้แล้ว
........จีนสมัยสามก๊กและยุคมืดมน เป็นช่วงที่ประชากรจีนเพิ่มมากขึ้น เป็นชาวจีนที่เกิดจากการผสมทางสายเลือด ได้รับวัฒนธรรมจากชาวฮั่น พุทธศาสนามีการปกครองจีนหลายราชวงศ์ ราชวงศ์ถัง ยุคของความเจริญในทุกด้าน ราชวงศ์ซ้อง มีความเจริญด้านการเดินเรือ ราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ชิง ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
........สมัยสาธารณรัฐและสมัยสาธารณรัฐประชาชนจีน ความเสื่อมของราชวงศ์แมนจูที่เปิดโอกาสให้ชาติตะวันตกเข้ามามีอำนาจเหนือดินแดนจีน เกิดขบวนการปฏิวัติเพื่อโค่นล้มราชวงศ์แมนจูจากกลุ่มปัญญาชนที่ไปศึกษาต่างประเทศ ผู้นำขบวนการปฏิวัติ คือ ดร.ซุน ยัดเซ็น เป็นการสิ้นสุดจักรพรรดิของจีน ใน พ.ศ. 1921 พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนได้ก่อตั้งขึ้น เนื่องจากปัญญาชนของจีนหันไปหาแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหา ได้ต่อสู้กับรัฐบาลจีนจนได้รับชัยชนะ แล้วนำแนวทางสังคมนิยมมาใช้ในประเทศจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 โดยการนำของเหม๋า เจ๋อ ตุง และจีนมีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ถึงปัจจุบัน
........อารยธรรมของจีนเริ่มปรากฏในบริเวณลุ่มแม่น้ำเหลือง ประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช แบ่งยุคดังนี้
1.ก่อนประวัติศาสตร์
........1. วัฒนธรรมหยางเชา ที่บริเวณมณฑลเหอหนานและบริเวณมณฑลเกียงทาง พบเครื่องปั้นดินเผาที่มีสีแดง ดำรงชีพด้วยการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์
........2. วัฒนธรรมลุงซาน มณฑลชานตุง พบเครื่องปั้นดินเผาสีดำขัดมัน เป็นเงา เนื้อบางละเอียดกว่าเครื่องปั้นสีแดง
2.สมัยประวัติศาสตร์
........สมัยราชวงศ์ซาง , อินซาง
........เดิมชื่อราชวงศ์ซาง ต่อมามีการย้ายเมืองหลวงถึง 5 ครั้ง ครั้งสุดท้ายอยู่ที่เมืองเมืองอิน จึงเปลี่ยนชื่อเป็นราชวงศ์อิน บางคนก็เรียกราชวงศ์อินซาง จัดเป็นยุคที่ไสยศาสตร์เฟื่องฟู นิยมการเสี่ยงทายด้วยกระดองเต่ากันมาก ตัวอักษรจีนเริ่มต้นพัฒนามาจากราชวงศ์นี้ เรียกว่า ตัวอักษรเจี๋ยกู่เหวิน (อักษรกระดูก) โจ้ว ที่เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซาง ซึ่งในประวัติศาสตร์ประณามไว้ว่า เป็นคนโหดร้ายทารุณมาก นิยมการสงคราม และหลงใหลในอิสตรี โดยเฉพาะสนมเอกชื่อ ต๋าจี หรือขันกี ซึ่งเป็นคนวิปริตผิดมนุษย์ คอยยุยงให้โจ้วฆ่าคนเป็นผักปลา สร้างสระเหล้าดงเนื้อขึ้น (เอาน้ำเหล้ามาใส่ในสระ แล้วเอาเนื้อสัตว์มาห้อยไว้ตามต้นไม้)
มีลักษณะที่สำคัญดังนี้
........การปกครอง แบบนครรัฐ กษัตริย์เป็นผู้นำ
........สังคม ประชาชนมีความเป็นอยู่เรียบง่าย อาศัยในกระท่อมสร้างจากดินเหนียว
........สภาพเศรษฐกิจ ประชาชนมีอาชีพเกษตรเป็นหลัก ใช้เปลือกหอยเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน
........ภาษา มีอักษรใช้แล้ว
........จีนสมัยสามก๊กและยุคมืดมน เป็นช่วงที่ประชากรจีนเพิ่มมากขึ้น เป็นชาวจีนที่เกิดจากการผสมทางสายเลือด ได้รับวัฒนธรรมจากชาวฮั่น พุทธศาสนามีการปกครองจีนหลายราชวงศ์ ราชวงศ์ถัง ยุคของความเจริญในทุกด้าน ราชวงศ์ซ้อง มีความเจริญด้านการเดินเรือ ราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ชิง ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
........สมัยสาธารณรัฐและสมัยสาธารณรัฐประชาชนจีน ความเสื่อมของราชวงศ์แมนจูที่เปิดโอกาสให้ชาติตะวันตกเข้ามามีอำนาจเหนือดินแดนจีน เกิดขบวนการปฏิวัติเพื่อโค่นล้มราชวงศ์แมนจูจากกลุ่มปัญญาชนที่ไปศึกษาต่างประเทศ ผู้นำขบวนการปฏิวัติ คือ ดร.ซุน ยัดเซ็น เป็นการสิ้นสุดจักรพรรดิของจีน ใน พ.ศ. 1921 พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนได้ก่อตั้งขึ้น เนื่องจากปัญญาชนของจีนหันไปหาแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหา ได้ต่อสู้กับรัฐบาลจีนจนได้รับชัยชนะ แล้วนำแนวทางสังคมนิยมมาใช้ในประเทศจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 โดยการนำของเหม๋า เจ๋อ ตุง และจีนมีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ถึงปัจจุบัน
ชุดที่ 007 อารยธรรมตะวันตก
อารยะธรรมตะวันตก
........แบ่งออกเป็น 4 ยุค คือโบราณ กลาง ฟื้นฟูวัฒนธรรมและยุคใหม่
ยุคโบราณ
.......1. อารยธรรมตะวันตกในยุคโบราณเป็นอารยธรรมในลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรตีส
.......เริ่มตั้งแต่เมื่อชนชาวสุเมเรียนประดิษฐ์ตัวอักษรรูปลิ่ม หรือตัวอักษรคูนิฟอร์ม ขึ้นใช้เมื่อประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสตร์ศักราช และสิ้นสุดลงเมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลาย เพราะถูกรุกรานโดยพวกอนารยชนเผ่าเยอรมัน
.......สุเมเรียน เป็นชนกลุ่มแรกที่เข้ามาสร้างอารยธรรมในดินแดนนี้
..............ได้จัดตั้งอาณาจักรบาบิโลเนีย ผลงานสำคัญได้แก่ ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี
..............อัสซีเรียเป็นนักรบที่กล้าหาญ ผลงานที่สำคัญ ได้แก่ การสลักภาพนูนต่ำ มีการรวบรวมที่ห้องสมุดนิเนเวห์
..............ชาวคาลเดียมีความรู้ด้านดาราศาสตร์ นำความรู้ดาราศาสตร์มาทำนายชะตาชีวิต
.......2. อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ หรืออารยธรรมอียิปต์โบราณ
.......การประดิษฐ์อักษรภาพที่เรียกว่า “เฮียโรกลิฟิก” ด้านสถาปัตยกรรม มีการสร้าง พีระมิด เป็นสุสานฝังพระศพของ ฟาโรห์ รู้จักการเก็บรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยที่เรียกว่า “มัมมี่”
.......3. อารยธรรมกรีก อารยธรรมกรีกเรียกว่า เป็นอารยธรรมในยุคคลาสสิก
..............งานประติมากรรม เน้นแสดงสัดส่วนสรีระของมนุษย์
.......วรรณคดี เป็นความเชื่อในเรื่องของศาสนา การเคารพบูขาเทพเจ้า
.......4. อารยธรรมโรมัน
.......มีชาวโรมันกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า“ลาติน ”ได้สร้างกรุงโรมขึ้นและทำสงครามขับไล่ชนพื้นเมืองชาวอีทรัสกัน ออกไปได้สำเร็จ โดยความเจริญทางอารยธรรม
..............ชาวโรมันเน้นให้มนุษย์รับผิดชอบต่อรัฐ
..............กฎหมายสิบสองโต๊ะ
..............สถาปัตยกรรม สร้างอาคารต่างๆ เพื่อประโยชน์ใช้สอยของสาธารณชน
..............ประติมากรรม สะท้อนบุคลิกภาพมนุษย์สมจริงตามธรรมชาติ
ยุคกลาง
.......1.การเมือง การปกครอง เป็นยุคมืด ปกครองระบบฟิวดัลหรือศักดินาสวามิภักดิ์ เป็นยุคแห่งความแตกแยกทางสังคม
.......2.ศิลปวัฒนธรรม ได้รับอิทธิพลจากหลักคำสอนศาสนาคริสต์
.......3.การศึกษา มีการตั้งมหาวิทยาลัยโบโลญญ่าในอิตาลี
.......4.วรรณกรรม เป็นประเภทเพ้อฝัน
ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการในยุโรป
.......1.ยุคของมนุษย์นิยมที่เน้นความงดงามสรีระร่างกาย
.......2.สนใจด้านความเป็นอยู่ในปัจจุบันมากกว่าในภพหน้า
.......3.มีบทบาทของชนชั้นกลางมากขึ้น
ยุโรปสมัยใหม่
.......ให้ความสำคัญด้านวัตถุเพื่อสร้างความมั่นคงให้ตนเอง การค้าขายมีลักษณะดังนี้
.......1.สำรวจและค้นพบดินแดนใหม่ ค้นพบทวีปอเมริกา เป็นจุดเริ่มต้น
.......2.ปฏิวัติวิทยาศาสตร์
.......3.เกิดของยุคภูมิธรรม เป็นยุคที่ประชาชนเรียกร้องความเท่าเทียมกัน
.......4.ปฏิวัติอุตสาหกรรม หันมาใช้เครื่องจักรกล
.......5.การล่าอาณานิคม เสาะแสวงหาแหล่งวัตถุดิบเพื่อมาผลิตสินค้า
........แบ่งออกเป็น 4 ยุค คือโบราณ กลาง ฟื้นฟูวัฒนธรรมและยุคใหม่
ยุคโบราณ
.......1. อารยธรรมตะวันตกในยุคโบราณเป็นอารยธรรมในลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรตีส
.......เริ่มตั้งแต่เมื่อชนชาวสุเมเรียนประดิษฐ์ตัวอักษรรูปลิ่ม หรือตัวอักษรคูนิฟอร์ม ขึ้นใช้เมื่อประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสตร์ศักราช และสิ้นสุดลงเมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลาย เพราะถูกรุกรานโดยพวกอนารยชนเผ่าเยอรมัน
.......สุเมเรียน เป็นชนกลุ่มแรกที่เข้ามาสร้างอารยธรรมในดินแดนนี้
..............ได้จัดตั้งอาณาจักรบาบิโลเนีย ผลงานสำคัญได้แก่ ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี
..............อัสซีเรียเป็นนักรบที่กล้าหาญ ผลงานที่สำคัญ ได้แก่ การสลักภาพนูนต่ำ มีการรวบรวมที่ห้องสมุดนิเนเวห์
..............ชาวคาลเดียมีความรู้ด้านดาราศาสตร์ นำความรู้ดาราศาสตร์มาทำนายชะตาชีวิต
.......2. อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ หรืออารยธรรมอียิปต์โบราณ
.......การประดิษฐ์อักษรภาพที่เรียกว่า “เฮียโรกลิฟิก” ด้านสถาปัตยกรรม มีการสร้าง พีระมิด เป็นสุสานฝังพระศพของ ฟาโรห์ รู้จักการเก็บรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยที่เรียกว่า “มัมมี่”
.......3. อารยธรรมกรีก อารยธรรมกรีกเรียกว่า เป็นอารยธรรมในยุคคลาสสิก
..............งานประติมากรรม เน้นแสดงสัดส่วนสรีระของมนุษย์
.......วรรณคดี เป็นความเชื่อในเรื่องของศาสนา การเคารพบูขาเทพเจ้า
.......4. อารยธรรมโรมัน
.......มีชาวโรมันกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า“ลาติน ”ได้สร้างกรุงโรมขึ้นและทำสงครามขับไล่ชนพื้นเมืองชาวอีทรัสกัน ออกไปได้สำเร็จ โดยความเจริญทางอารยธรรม
..............ชาวโรมันเน้นให้มนุษย์รับผิดชอบต่อรัฐ
..............กฎหมายสิบสองโต๊ะ
..............สถาปัตยกรรม สร้างอาคารต่างๆ เพื่อประโยชน์ใช้สอยของสาธารณชน
..............ประติมากรรม สะท้อนบุคลิกภาพมนุษย์สมจริงตามธรรมชาติ
ยุคกลาง
.......1.การเมือง การปกครอง เป็นยุคมืด ปกครองระบบฟิวดัลหรือศักดินาสวามิภักดิ์ เป็นยุคแห่งความแตกแยกทางสังคม
.......2.ศิลปวัฒนธรรม ได้รับอิทธิพลจากหลักคำสอนศาสนาคริสต์
.......3.การศึกษา มีการตั้งมหาวิทยาลัยโบโลญญ่าในอิตาลี
.......4.วรรณกรรม เป็นประเภทเพ้อฝัน
ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการในยุโรป
.......1.ยุคของมนุษย์นิยมที่เน้นความงดงามสรีระร่างกาย
.......2.สนใจด้านความเป็นอยู่ในปัจจุบันมากกว่าในภพหน้า
.......3.มีบทบาทของชนชั้นกลางมากขึ้น
ยุโรปสมัยใหม่
.......ให้ความสำคัญด้านวัตถุเพื่อสร้างความมั่นคงให้ตนเอง การค้าขายมีลักษณะดังนี้
.......1.สำรวจและค้นพบดินแดนใหม่ ค้นพบทวีปอเมริกา เป็นจุดเริ่มต้น
.......2.ปฏิวัติวิทยาศาสตร์
.......3.เกิดของยุคภูมิธรรม เป็นยุคที่ประชาชนเรียกร้องความเท่าเทียมกัน
.......4.ปฏิวัติอุตสาหกรรม หันมาใช้เครื่องจักรกล
.......5.การล่าอาณานิคม เสาะแสวงหาแหล่งวัตถุดิบเพื่อมาผลิตสินค้า
ชุดที่ 006 ก่อนประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์
ยุคก่อนประวัติศาสตร์
........1. ยุคหินเก่า ประมาณ 500,000 ปีล่วงมาแล้ว มนุษย์ในยุคนี้เริ่มทำเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยหินอย่างง่ายก่อน เมื่อเวลาผ่านไปก็สามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับการใช้งาน เครื่องมือหิน มนุษย์ใช้วัสดุจำพวกหินไฟ
........2. ยุคหินกลาง ประมาณ 10,000-5,000 ปีล่วงมาแล้วมนุษย์ในช่วงเวลานี้เริ่มมีการนำวัสดุธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ เช่น ทำตะกร้าสาน ทำรถลาก และเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยหินก็มีความประณีตมากขึ้น ตลอดจนรู้จักนำสุนัขมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง
........3. ยุคหินใหม่ ประมาณ 6,000-4,000 ปีล่วงมาแล้ว ยุคนี้มีพัฒนาการทำเครื่องมืออย่างประณีตมากขึ้น โดยการฝนให้เป็นรูปทรงต่างๆ
........4. ยุคโลหะ ยุคที่นำโลหะมาประยุกต์ใช้ในชีวิต แบ่งออกเป็น 2 ยุคย่อยคือ ยุคสำริด และยุคเหล็ก
................4.1 ยุคสำริด สำริดเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก กรรมวิธีการทำสำริดค่อนข้างยุ่งยาก ตั้งแต่การหาแหล่งแร่ การเตรียม การถลุงแร่ และการผสมแร่ในเบ้าหลอม จากนั้นจึงเป็นการขึ้นรูปทำเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยดารตีหรือการหล่อในแม่พิมพ์หินทราย หรือแม่พิมพ์ดินเผา
................4.2 ยุคเหล็ก ยุคเหล็กมีความแตกต่างจากยุคสำริดหลายประการ คือ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเหล็กทำให้เกิดการเพิ่มผลผลิต การผลิตเหล็กทำให้กองทัพมีอาวุธที่แข็งแกร่ง นำไปสู่พัฒนาการทางสังคมจนกลายเป็นรัฐที่มีกำลังทหารที่แข็งแกร่งเข้ายึดครองสังคมอื่นๆ ขยายเป็นอาณาจักรในเวลาต่อมา
สมัยประวัติศาสตร์
........สมัยประวัติศาสตร์เป็นสมัยที่ปรากฏหลักฐานลายลักษณ์อักษร หลักฐานสมัยประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนไทย คือ ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช โดยสมัยประวัติศาสตร์สามารถแบ่งได้ตามช่วงเวลาได้ดังนี้
........1. สมัยโบราณ เป็นประวัติศาสตร์ของผู้คนที่พัฒนาชุมชน เป็นเมืองในดินแดนต่างๆ คือ ดินแดนลุ่มน้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำไทกรีส ยูเฟรตีส
........2. สมัยกลาง เริ่มต้นภายหลังจากที่อาณาจักรโรมันล่มสลาย ศาสนาคริสต์เริ่มมีบทบาทและอำนาจ
........3. สมัยใหม่ เริ่มรวมคริสทศตวรรษที่ 15 ซึ่งมีการฟื้นฟูศิลปกรีก-โรมัน และมีการปฏิวัติวิทยาศาสตร์
........4. สมัยปัจจุบัน เริ่มจากสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดความบานปลายจึงก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
........1. ยุคหินเก่า ประมาณ 500,000 ปีล่วงมาแล้ว มนุษย์ในยุคนี้เริ่มทำเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยหินอย่างง่ายก่อน เมื่อเวลาผ่านไปก็สามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับการใช้งาน เครื่องมือหิน มนุษย์ใช้วัสดุจำพวกหินไฟ
........2. ยุคหินกลาง ประมาณ 10,000-5,000 ปีล่วงมาแล้วมนุษย์ในช่วงเวลานี้เริ่มมีการนำวัสดุธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ เช่น ทำตะกร้าสาน ทำรถลาก และเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยหินก็มีความประณีตมากขึ้น ตลอดจนรู้จักนำสุนัขมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง
........3. ยุคหินใหม่ ประมาณ 6,000-4,000 ปีล่วงมาแล้ว ยุคนี้มีพัฒนาการทำเครื่องมืออย่างประณีตมากขึ้น โดยการฝนให้เป็นรูปทรงต่างๆ
........4. ยุคโลหะ ยุคที่นำโลหะมาประยุกต์ใช้ในชีวิต แบ่งออกเป็น 2 ยุคย่อยคือ ยุคสำริด และยุคเหล็ก
................4.1 ยุคสำริด สำริดเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก กรรมวิธีการทำสำริดค่อนข้างยุ่งยาก ตั้งแต่การหาแหล่งแร่ การเตรียม การถลุงแร่ และการผสมแร่ในเบ้าหลอม จากนั้นจึงเป็นการขึ้นรูปทำเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยดารตีหรือการหล่อในแม่พิมพ์หินทราย หรือแม่พิมพ์ดินเผา
................4.2 ยุคเหล็ก ยุคเหล็กมีความแตกต่างจากยุคสำริดหลายประการ คือ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเหล็กทำให้เกิดการเพิ่มผลผลิต การผลิตเหล็กทำให้กองทัพมีอาวุธที่แข็งแกร่ง นำไปสู่พัฒนาการทางสังคมจนกลายเป็นรัฐที่มีกำลังทหารที่แข็งแกร่งเข้ายึดครองสังคมอื่นๆ ขยายเป็นอาณาจักรในเวลาต่อมา
สมัยประวัติศาสตร์
........สมัยประวัติศาสตร์เป็นสมัยที่ปรากฏหลักฐานลายลักษณ์อักษร หลักฐานสมัยประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนไทย คือ ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช โดยสมัยประวัติศาสตร์สามารถแบ่งได้ตามช่วงเวลาได้ดังนี้
........1. สมัยโบราณ เป็นประวัติศาสตร์ของผู้คนที่พัฒนาชุมชน เป็นเมืองในดินแดนต่างๆ คือ ดินแดนลุ่มน้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำไทกรีส ยูเฟรตีส
........2. สมัยกลาง เริ่มต้นภายหลังจากที่อาณาจักรโรมันล่มสลาย ศาสนาคริสต์เริ่มมีบทบาทและอำนาจ
........3. สมัยใหม่ เริ่มรวมคริสทศตวรรษที่ 15 ซึ่งมีการฟื้นฟูศิลปกรีก-โรมัน และมีการปฏิวัติวิทยาศาสตร์
........4. สมัยปัจจุบัน เริ่มจากสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดความบานปลายจึงก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
ชุดที่ 005 ความสัมพันธ์ของยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
ความสัมพันธ์ของยุคสมัยทางประวัติศาสตร์สากล
.......การศึกษาของประวัติศาสตร์สากล แบ่งออกเป็น 4 ยุคสมัย คือ
.......1. ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ เป็นงานเขียนทางประวัติศาสตร์ในยุคกรีกและยุคโรมัน ในยุคกรีกเป็นงานเขียนที่เน้นให้ความสำคัญกับมนุษย์มากขึ้น ภาพแนวคิดแบบมนุษย์นิยม ซึ่งเป็นการเขียนอย่างมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ จะเน้นบทบาทของมนุษย์ ระบุเวลา และสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ ในยุคโรมันการเขียนประวัติศาสตร์จะอยู่ในรูปของการบันทึกต่างๆ ซึ่งใช้เป็นหลักฐานที่สำคัญในการศึกษาความเจริญรุ่งเรืองของโรมัน
.......2. ประวัติศาสตร์สมัยกลาง มีลักษณะที่สำคัญ คือ เป็นงานเขียน ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคริสตจักรซึ่งคือหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ ทั้งนี้เพราะเป็นยุคมืด งานเขียนในยุคนี้จะเป็นงานเขียนเกี่ยวกับการรับใช้พระเจ้าโดยเน้นให้มนุษย์มีความเคารพยำเกรงในพระผู้เป็นเจ้าอย่างสุดชีวิต ในยุคนี้บทบาทของประชาชนถูกจำกัด
.......3. ประวัติศาสตร์สมัยฟื้นฟูวิทยาการ เป็นงานเขียนทางประวัติศาสตร์ที่สลัดจากการครอบงำของศาสนาคริสต์อย่างสิ้นเชิง หันมาให้ความสำคัญกับมนุษย์นิยมอีกครั้ง โดยหันไปศึกษาอารยธรรมกรีก และโรมันเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน เป็นงานเขียนที่เน้นศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการดำเนินชีวิตประจำวัน
.......4. ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เป็นงานเขียนทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ การศึกษาจะมีความคล้ายคลึงกับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ คือ มีขั้นตอนการศึกษาที่ชัดเจน มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ จะทำอย่างมีเหตุมีผล ทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือที่สุดในปัจจุบัน
ความสัมพันธ์ของยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ไทย
.......ความสัมพันธ์ระหว่าง ประวัติศาสตร์สุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี รัตนโกสินทร์ แบ่งออกได้ดังนี้
.......1. ด้านการเมืองการปกครองของไทยมีลักษณะดังนี้
..............1.อาณาจักรสุโขทัยพระมหากษัตริย์จะใช้หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในการปกครองประเทศ คือ ทศพิธราชธรรม ราชจรรยาวัตร และจักรวรรดิวัตร
..............2.มีการปกครองประเทศโดยพระมหากษัตริย์ แม้จะมีพระราชฐานะแตกต่างกันไปตามยุคสมัย แต่ยังงทำหน้าที่ดูแลราษฎรของพระองค์ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีตลอดมา
..............3หลักกฎหมายรับอิทธิพลมาจากคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ของอินเดียเหมือนกัน โดยถึงแม้จะมีชื่อแตกต่างกันไป เช่น กฎหมายสมัยสุโขทัย กฎหมายสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ กฎหมายราชศาสตร์ กฎหมายของรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ กฎหมายตราสามดวง และ กฎหมายในปัจจุบัน คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ล้วนแต่ได้รับอิทธิพลมาจากคำสอนของคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ทั้งสิ้น
2. ทางด้านเศรษฐกิจของไทยมีลักษณะดังนี้
..............1.การใช้เงินในการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน
..............2.ประเทศคู่ค้าของประเทศไทยตั้งแต่โบราณ มีประเทศคู่ค้าที่สำคัญตลอดมา คือ ประเทศจีน
..............3.ประเทศของสินค้าเพื่อการส่งออกของไทยตั้งแต่สุโขทัยจนถึงรัตนโกสินทร์ สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยจะเป็นสินค้าประเภทหัตถกรรมมากกว่าสิ่งอื่น
.......3. ทางด้านสังคมวัฒนธรรมของไทยมีลักษณะดังนี้
..............1.การมีชนชั้น สามารถแบ่งโดยกว้างๆ ออกเป็น 2 ชนชั้น คือผู้ปกครองหรือพ่อขุน และผู้ถูกปกครองคือไพร่ฟ้าในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี ถึงรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีการแบ่งชนชั้นของประชาชนอย่างชัดเจนโดยแบ่งเป็นลำดับชั้นดังนี้
.....................1.ชนชั้นกษัตริย์
.....................2.ชนชั้นราชวงศ์หรือเจ้านาย
.....................3.ชนชั้นขุนนาง
.....................4.ชนชั้นพระสงฆ์
.....................5.ชนชั้นไพร่
.....................6.ชนชั้นทาส
.......และได้มีการประกาศยกเลิกชนชั้นต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
..............2.ความศรัทธาในพุทธศาสนาของประชาชน โดยศาสนาพุทธประดิษฐานเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
..............3.การใช้ภาษาไทยในการติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งประดิษฐ์โดยพ่อขุนรามคำแหง มีการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นถือเป็นความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์
.......การศึกษาของประวัติศาสตร์สากล แบ่งออกเป็น 4 ยุคสมัย คือ
.......1. ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ เป็นงานเขียนทางประวัติศาสตร์ในยุคกรีกและยุคโรมัน ในยุคกรีกเป็นงานเขียนที่เน้นให้ความสำคัญกับมนุษย์มากขึ้น ภาพแนวคิดแบบมนุษย์นิยม ซึ่งเป็นการเขียนอย่างมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ จะเน้นบทบาทของมนุษย์ ระบุเวลา และสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ ในยุคโรมันการเขียนประวัติศาสตร์จะอยู่ในรูปของการบันทึกต่างๆ ซึ่งใช้เป็นหลักฐานที่สำคัญในการศึกษาความเจริญรุ่งเรืองของโรมัน
.......2. ประวัติศาสตร์สมัยกลาง มีลักษณะที่สำคัญ คือ เป็นงานเขียน ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคริสตจักรซึ่งคือหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ ทั้งนี้เพราะเป็นยุคมืด งานเขียนในยุคนี้จะเป็นงานเขียนเกี่ยวกับการรับใช้พระเจ้าโดยเน้นให้มนุษย์มีความเคารพยำเกรงในพระผู้เป็นเจ้าอย่างสุดชีวิต ในยุคนี้บทบาทของประชาชนถูกจำกัด
.......3. ประวัติศาสตร์สมัยฟื้นฟูวิทยาการ เป็นงานเขียนทางประวัติศาสตร์ที่สลัดจากการครอบงำของศาสนาคริสต์อย่างสิ้นเชิง หันมาให้ความสำคัญกับมนุษย์นิยมอีกครั้ง โดยหันไปศึกษาอารยธรรมกรีก และโรมันเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน เป็นงานเขียนที่เน้นศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการดำเนินชีวิตประจำวัน
.......4. ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เป็นงานเขียนทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ การศึกษาจะมีความคล้ายคลึงกับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ คือ มีขั้นตอนการศึกษาที่ชัดเจน มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ จะทำอย่างมีเหตุมีผล ทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือที่สุดในปัจจุบัน
ความสัมพันธ์ของยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ไทย
.......ความสัมพันธ์ระหว่าง ประวัติศาสตร์สุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี รัตนโกสินทร์ แบ่งออกได้ดังนี้
.......1. ด้านการเมืองการปกครองของไทยมีลักษณะดังนี้
..............1.อาณาจักรสุโขทัยพระมหากษัตริย์จะใช้หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในการปกครองประเทศ คือ ทศพิธราชธรรม ราชจรรยาวัตร และจักรวรรดิวัตร
..............2.มีการปกครองประเทศโดยพระมหากษัตริย์ แม้จะมีพระราชฐานะแตกต่างกันไปตามยุคสมัย แต่ยังงทำหน้าที่ดูแลราษฎรของพระองค์ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีตลอดมา
..............3หลักกฎหมายรับอิทธิพลมาจากคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ของอินเดียเหมือนกัน โดยถึงแม้จะมีชื่อแตกต่างกันไป เช่น กฎหมายสมัยสุโขทัย กฎหมายสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ กฎหมายราชศาสตร์ กฎหมายของรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ กฎหมายตราสามดวง และ กฎหมายในปัจจุบัน คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ล้วนแต่ได้รับอิทธิพลมาจากคำสอนของคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ทั้งสิ้น
2. ทางด้านเศรษฐกิจของไทยมีลักษณะดังนี้
..............1.การใช้เงินในการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน
..............2.ประเทศคู่ค้าของประเทศไทยตั้งแต่โบราณ มีประเทศคู่ค้าที่สำคัญตลอดมา คือ ประเทศจีน
..............3.ประเทศของสินค้าเพื่อการส่งออกของไทยตั้งแต่สุโขทัยจนถึงรัตนโกสินทร์ สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยจะเป็นสินค้าประเภทหัตถกรรมมากกว่าสิ่งอื่น
.......3. ทางด้านสังคมวัฒนธรรมของไทยมีลักษณะดังนี้
..............1.การมีชนชั้น สามารถแบ่งโดยกว้างๆ ออกเป็น 2 ชนชั้น คือผู้ปกครองหรือพ่อขุน และผู้ถูกปกครองคือไพร่ฟ้าในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี ถึงรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีการแบ่งชนชั้นของประชาชนอย่างชัดเจนโดยแบ่งเป็นลำดับชั้นดังนี้
.....................1.ชนชั้นกษัตริย์
.....................2.ชนชั้นราชวงศ์หรือเจ้านาย
.....................3.ชนชั้นขุนนาง
.....................4.ชนชั้นพระสงฆ์
.....................5.ชนชั้นไพร่
.....................6.ชนชั้นทาส
.......และได้มีการประกาศยกเลิกชนชั้นต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
..............2.ความศรัทธาในพุทธศาสนาของประชาชน โดยศาสนาพุทธประดิษฐานเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
..............3.การใช้ภาษาไทยในการติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งประดิษฐ์โดยพ่อขุนรามคำแหง มีการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นถือเป็นความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์
ชุดที่ 004 หลักฐานและองค์ความรู้ประวัติศาสตร์ไทย
หลักฐานและองค์ความรู้ประวัติศาสตร์ไทย
.......การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยต้องอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 4 ลักษณะ
.......1. จากจารึก หมายถึง บันทึกหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของมนุษย์เพื่ออธิบายเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รับทราบลักษณะสำคัญจารึก มีดังนี้ มีการกำหนดสถานที่ เวลา และผู้จัดทำอย่างชัดเจน เป็นซากโบราณที่เข้าใจยาก ต้องมีการอ่านและแปลโดยผู้เชี่ยวชาญจึงสามารถเข้าใจได้ และวัสดุที่ใช้ในการจารึกส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์แตกหัก
.......2. ตำนาน คือ เรื่องเล่าด้วยวาจาสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณผ่านมาหลายชั่วอายุคน ต่อมาภายหลังจึงมีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เรื่องราวในตำนานอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้เพราะการบอกเล่าต่อกันมาอาจทำให้เนื้อหาผิดเพี้ยนไปตามอารมณ์ของผู้เล่า ลักษณะตำนานที่สำคัญมีดังนี้
..............1. เป็นเรื่องราวที่มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา และความเชื่อของคนในท้องถิ่น เรื่องราวจะแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นนั้นๆ
..............2. ตำนานจะไม่ให้ความสำคัญในเรื่องกาลเวลา จึงต้องระมัดระวังในการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเราไม่ทราบว่าเหตุการเกิดเมื่อใด
..............3. เนื้อหาสาระของตำนานไทยจะเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติและการสร้างบ้านเมืองในสมัยโบราณไทย
..............4.คุณค่าของตำนานต่อการศึกษาประวัติศาสตร์มีน้อย เนื่องจากตำนานจะผ่านวิธีบอกเล่า ซึ่งเกิดความผิดเพี้ยนของเนื้อหา จึงไม่มีความน่าเชื่อถือมากนัก
.......3. พงศาวดาร หมายถึง การบันทึกเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีตภายใต้การอุปถัมภ์ของ ราชสำนัก ดังนั้นเนื้อหาพงศาวดาร จึงมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรและพระมหากษํตริย์ ลักษณะที่สำคัญของพงศาวดารคือการเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมืองและพระมหากษัตริย์เท่านั้น ไม่ให้ความสำคัญกับประชาชนโดยทั่วไป แต่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาทางประวัติศาสตร์อย่างมาก
.......4. ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ การศึกษาสมัยใหม่เริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เรียกว่า วิธีการทางประวัติศาสตร์ เน้นวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างมีขั้นตอนที่น่าเชื่อถือมีเหตุผล
.......หลักฐานและองค์ความรู้ประวัติศาสตร์สากล
.......การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยต้องอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 4 ลักษณะ
.......1. จากจารึก หมายถึง บันทึกหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของมนุษย์เพื่ออธิบายเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รับทราบลักษณะสำคัญจารึก มีดังนี้ มีการกำหนดสถานที่ เวลา และผู้จัดทำอย่างชัดเจน เป็นซากโบราณที่เข้าใจยาก ต้องมีการอ่านและแปลโดยผู้เชี่ยวชาญจึงสามารถเข้าใจได้ และวัสดุที่ใช้ในการจารึกส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์แตกหัก
.......2. ตำนาน คือ เรื่องเล่าด้วยวาจาสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณผ่านมาหลายชั่วอายุคน ต่อมาภายหลังจึงมีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เรื่องราวในตำนานอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้เพราะการบอกเล่าต่อกันมาอาจทำให้เนื้อหาผิดเพี้ยนไปตามอารมณ์ของผู้เล่า ลักษณะตำนานที่สำคัญมีดังนี้
..............1. เป็นเรื่องราวที่มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา และความเชื่อของคนในท้องถิ่น เรื่องราวจะแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นนั้นๆ
..............2. ตำนานจะไม่ให้ความสำคัญในเรื่องกาลเวลา จึงต้องระมัดระวังในการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเราไม่ทราบว่าเหตุการเกิดเมื่อใด
..............3. เนื้อหาสาระของตำนานไทยจะเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติและการสร้างบ้านเมืองในสมัยโบราณไทย
..............4.คุณค่าของตำนานต่อการศึกษาประวัติศาสตร์มีน้อย เนื่องจากตำนานจะผ่านวิธีบอกเล่า ซึ่งเกิดความผิดเพี้ยนของเนื้อหา จึงไม่มีความน่าเชื่อถือมากนัก
.......3. พงศาวดาร หมายถึง การบันทึกเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีตภายใต้การอุปถัมภ์ของ ราชสำนัก ดังนั้นเนื้อหาพงศาวดาร จึงมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรและพระมหากษํตริย์ ลักษณะที่สำคัญของพงศาวดารคือการเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมืองและพระมหากษัตริย์เท่านั้น ไม่ให้ความสำคัญกับประชาชนโดยทั่วไป แต่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาทางประวัติศาสตร์อย่างมาก
.......4. ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ การศึกษาสมัยใหม่เริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เรียกว่า วิธีการทางประวัติศาสตร์ เน้นวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างมีขั้นตอนที่น่าเชื่อถือมีเหตุผล
.......หลักฐานและองค์ความรู้ประวัติศาสตร์สากล
ชุดที่ 003 ประวัติศาสตร์กับเวลา
1. พุทธศักราช (พ.ศ.)
.......มีวิธีนับแตกต่างกันเป็น 2 แบบ คือ
.......1.1 แบบไทย ลาว เขมร เริ่มนับจากปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน วันแรกของ พ.ศ. 1 จึงตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเมีย
.......1.2 แบบลังกา พม่า อินเดีย นับปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เป็น พ.ศ. 1 พุทธศักราชแบบลังกาจึงมากกว่าพุทธศักราชแบบไทย 1 ปี เช่น เมือประเทศไทย พ.ศ. 2500 ประเทศศรีลังกา เป็น พ.ศ. 2501
2.คริสต์ศึกราช (ค.ศ.)
.......เป็นศักราชที่ผู้นับถือคริสต์ศาสนาตั้งขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่วันที่เชื่อกันว่าเป็นวันพระราชสมภพของพระเยซูเป็นต้นมา ภาษาอังกฤษใช้ A.D.
.......ปีก่อนคริสต์ศักราช ใช้คำว่า ก่อนคริสต์ศักราช คริสต์ศักราชน้อยกว่าพุทธศักราช 543 ปี ดังนั้น ใช้จำนวน 543 นี้เป็นเกณฑ์บวกลบ เพื่อเปลี่ยนศักราชระหว่าง พ.ศ. กับ ค.ศ.
.......คริสต์ศักราชเริ่มปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคม และสิ้นปีวันที่ 31 ธันวาคม ศักราชนี้เป็นศักราชสากลใช้กันแพร่หลายทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่ประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น
3.มหาศักราช (ม.ศ.)
.......ผู้ตั้งคือ พระเจ้ากนิษกะ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกกษณะ เป็นชนชาติที่เข้าไปครอบครองอินเดียทางตะวันตกเฉียงเหนือ
.......มหาศักราชมีอายุน้อยกว่าพุทธศักราช 621 ปี
4.จุลศักราช (จ.ศ.)
.......ตั้งขึ้นเมื่อปีกุน พ.ศ. 1182 โดยกษัตริย์เมืองพุกาม ซึ่งอยู่ในดินแดนพม่าตอนเหนือซึ่งกษัตริย์องค์นี้เดิมเป็นพระสังฆราชมีความเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ได้ลาสิกขาออกมาชิงราชบัลลังก์พระเจ้าตุนชิตแล้วลบหรือเลิกศักราชที่ใช้อยู่เดิม
5.รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.)
.......เป็นศักราชที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว ร.5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2432 โดยให้นับปีที่ ร.1 สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปีขาล พ.ศ. 2325 เป็น ร.ศ. 1 ให้เริ่มใช้ศักราชนี้ในราชการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นปีแรก
6.ฮิจเราะห์ศักราช (ฮ.ศ.)
.......เป็นศักราชของผู้นับถือศาสนาอิสลามนับตั้งแต่ท่านบีมุฮัมมัด ศาสดาของศาสนาอิสลามเริ่มอพยพพวกมุสลิมจากนครเมกกะไปยังเมือเมดินะห์ ใน ค.ศ. 622 ตรงกับปีมะเมีย พ.ศ. 1165 สาเหตุของการอพยพเกิดจากแนวคำสอนที่ท่านนบีฮุมมัดเผยแพร่ออกไปถูกต่อต้านจากฝ่ายตรงข้าม และมีผู้ปองร้ายเอาชีวิตจึงต้องอพยพออกไป ซึ่งเป็นการอพยพครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ศาสนาอิสลาม
.......การนับเดือนในฮิจเราะห์ศักราช เป็นการนับทางจันทรคติ คือ ถือเอาการโคจรของดวงจันทร์เป็นหลัก เดือนหนึ่งจึงมี 29 วันบ้าง 30 วันบ้าง รวมทั้งปีได้ 354 วัน และไม่มีการคิดอธิกมาสอย่างการนับเดือนไทย ปีหนึ่ง ของศักราชนี้จึงน้อยกว่าศักราชอื่นๆ ทำการเทียบเปลี่ยนศักราชทำได้ยาก
.......มีวิธีนับแตกต่างกันเป็น 2 แบบ คือ
.......1.1 แบบไทย ลาว เขมร เริ่มนับจากปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน วันแรกของ พ.ศ. 1 จึงตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเมีย
.......1.2 แบบลังกา พม่า อินเดีย นับปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เป็น พ.ศ. 1 พุทธศักราชแบบลังกาจึงมากกว่าพุทธศักราชแบบไทย 1 ปี เช่น เมือประเทศไทย พ.ศ. 2500 ประเทศศรีลังกา เป็น พ.ศ. 2501
2.คริสต์ศึกราช (ค.ศ.)
.......เป็นศักราชที่ผู้นับถือคริสต์ศาสนาตั้งขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่วันที่เชื่อกันว่าเป็นวันพระราชสมภพของพระเยซูเป็นต้นมา ภาษาอังกฤษใช้ A.D.
.......ปีก่อนคริสต์ศักราช ใช้คำว่า ก่อนคริสต์ศักราช คริสต์ศักราชน้อยกว่าพุทธศักราช 543 ปี ดังนั้น ใช้จำนวน 543 นี้เป็นเกณฑ์บวกลบ เพื่อเปลี่ยนศักราชระหว่าง พ.ศ. กับ ค.ศ.
.......คริสต์ศักราชเริ่มปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคม และสิ้นปีวันที่ 31 ธันวาคม ศักราชนี้เป็นศักราชสากลใช้กันแพร่หลายทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่ประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น
3.มหาศักราช (ม.ศ.)
.......ผู้ตั้งคือ พระเจ้ากนิษกะ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกกษณะ เป็นชนชาติที่เข้าไปครอบครองอินเดียทางตะวันตกเฉียงเหนือ
.......มหาศักราชมีอายุน้อยกว่าพุทธศักราช 621 ปี
4.จุลศักราช (จ.ศ.)
.......ตั้งขึ้นเมื่อปีกุน พ.ศ. 1182 โดยกษัตริย์เมืองพุกาม ซึ่งอยู่ในดินแดนพม่าตอนเหนือซึ่งกษัตริย์องค์นี้เดิมเป็นพระสังฆราชมีความเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ได้ลาสิกขาออกมาชิงราชบัลลังก์พระเจ้าตุนชิตแล้วลบหรือเลิกศักราชที่ใช้อยู่เดิม
5.รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.)
.......เป็นศักราชที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว ร.5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2432 โดยให้นับปีที่ ร.1 สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปีขาล พ.ศ. 2325 เป็น ร.ศ. 1 ให้เริ่มใช้ศักราชนี้ในราชการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นปีแรก
6.ฮิจเราะห์ศักราช (ฮ.ศ.)
.......เป็นศักราชของผู้นับถือศาสนาอิสลามนับตั้งแต่ท่านบีมุฮัมมัด ศาสดาของศาสนาอิสลามเริ่มอพยพพวกมุสลิมจากนครเมกกะไปยังเมือเมดินะห์ ใน ค.ศ. 622 ตรงกับปีมะเมีย พ.ศ. 1165 สาเหตุของการอพยพเกิดจากแนวคำสอนที่ท่านนบีฮุมมัดเผยแพร่ออกไปถูกต่อต้านจากฝ่ายตรงข้าม และมีผู้ปองร้ายเอาชีวิตจึงต้องอพยพออกไป ซึ่งเป็นการอพยพครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ศาสนาอิสลาม
.......การนับเดือนในฮิจเราะห์ศักราช เป็นการนับทางจันทรคติ คือ ถือเอาการโคจรของดวงจันทร์เป็นหลัก เดือนหนึ่งจึงมี 29 วันบ้าง 30 วันบ้าง รวมทั้งปีได้ 354 วัน และไม่มีการคิดอธิกมาสอย่างการนับเดือนไทย ปีหนึ่ง ของศักราชนี้จึงน้อยกว่าศักราชอื่นๆ ทำการเทียบเปลี่ยนศักราชทำได้ยาก
ชุดที่ 002 วิธีการทางประวัติศาสตร์
วิธีการทางประวัติศาสตร์
.......วิธีการทางประวิตศาสตร์คือ การรวบรวม พิจารณาไตร่ตรอง วิเคราะห์และตีความจากหลักฐานแล้วนำมาเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ เพื่ออธิบายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในอดีตว่าเหตุใดจึงเกิดขึ้นหรือเหตุการณ์ในอดีตนั้นได้เกิดและคลี่คลายอย่างไร ซึ่งเป็นความมุ่งหมายที่สำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์
.......ขั้นตอนและความสำคัญของวิธีการทางประวัติศาสตร์ การใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ เพื่อรู้จักและเข้าใจอดีตให้ถ่องแท้ขึ้นนั้น มีกระบวนการที่อาจแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้
.......1. กำหนดหัวข้อที่จะศึกษา ขั้นตอนในการกำหนดหัวข้อที่จะศึกษาประวิติศาสตร์จะเริ่มต้นด้วยการกำหนดหัวข้ออย่างกว้างๆก่อนแล้วค่อยตีกรอบให้แคบลง ไม่ให้มีหัวข้อที่กว้างจนเกินไปหรือแคบจนเกินไปในการกำหนดหัวข้อที่จะศึกษาในเรื่องใดหรือมีความสนใจในเรื่องใด ต้องเริ่มต้นด้วยความในใจในเรื่องนั้นๆก่อน ซึ่งหากนึกไม่ออกว่ามีความสนใจในเรื่องใดต้องฝึกอ่านหนังสือ และหาข้อมูลในเรื่องต่างๆให้มาก เมื่อสนใจจะศึกษาในเรื่องใดๆก็หาข้อมูลอย่างกว้างๆในเรื่องนั้นๆก่อน หรือ การศึกษาภูมิหลังของเรื่องที่สนใจ เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้ก่อนที่จะมีการสืบค้นหาข้อมูลให้ลึกซึ้งต่อไป โดยตั้งเป็นประเด็นคำถาม เช่น มีการศึกษาเรื่องอะไร ในช่วงเวลาไหน เหตุใดต้องศึกษา เพื่อกำหนดแนวทางในการแสวงหาคำตอบอย่างมีเหตุผล
.......2. การค้นหาข้อมูลเมื่อได้หัวข้อที่ต้องการจะค้นคว้าแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การค้นหาข้อมูล เมื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องแล้วรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงและเกี่ยวข้องในการอ้อม ในเรื่องที่ต้องการศึกษา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่เป็นหลักฐานที่เป็นบายลักษณ์อักษร เช่น จารึก จดหมายเหตุ เป็นต้น และหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ เป็นต้น เพื่อหาข้อมูลจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์
.......3. การประเมินคุณค่าของหลักฐาน หลักฐานหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อศึกษาที่รวบรวมมาเพื่อหาความน่าเชื่อถือของหลักฐานประเภทต่างๆที่หามาได้ไม่ใช่ว่าจะนำไปใช้ได้ทั้งหมด อาจพบทีหลังว่าบางชิ้นไม่เกี่ยวข้องโดยตรง และบางชิ้นหากนำไปใช้หรือนำไปอธิบายเหตุการณ์กลับจะทำให้เรื่องราวที่ค้นคว้าขาดความน่าเชื่อถือได้ ดังนั้นต้องมีการประเมินคุณค่าของหลักฐานก่อน ซึ่งเรียกว่า การวิพากษ์วิธีทางประวัติศาสตร์ อันประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ดังนี้
..............3.1 การวิพากษ์หลักฐานภายนอก เป็นขั้นตอนพิจารณา หลักฐานที่ได้มาเป็นของจริงหรือของปลอม
..............3.2 การวิพากษ์หลักฐานภายใน เป็นการประเมินคุณค่าของหลักฐานนั้นว่า ให้ความน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด คือการตรวจสอบองค์ประกอบของหลักฐาน โดยประเมินว่าหลักฐานนั้นเขียนขึ้นเมื่อใด หลักฐานนั้นเขียนหรือสร้างขึ้นที่ใด และหลักฐานนั้นใครเป็นผู้ทำขึ้นและทำขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ใด
.......4. การตีความหลักฐาน เป็นขั้นตอนตีความว่าหลักฐานนั้นให้ข้อมูลหรือข้อสนเทศอะไรบ้าง เนื้อความที่ได้เป็นไปทิศทางเดียวกันหรือไม่ ในการตีความหลักฐานควรกระทำด้วยใจเป็นกลาง แม้จะฝืนกับความรู้สึก หลีกเลี่ยงความมีอคติ
.......5. การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล เมื่อทำการรวบรวมข้อมูล ประเมินคุณค่า และตีความหมาย ขั้นตอนสุดท้าย คือการนำข้อมูลมาวิเคราะห์สังเคราะห์เข้าด้วยกันเป็นเรื่องราวขึ้น
.......วิธีการทางประวิตศาสตร์คือ การรวบรวม พิจารณาไตร่ตรอง วิเคราะห์และตีความจากหลักฐานแล้วนำมาเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ เพื่ออธิบายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในอดีตว่าเหตุใดจึงเกิดขึ้นหรือเหตุการณ์ในอดีตนั้นได้เกิดและคลี่คลายอย่างไร ซึ่งเป็นความมุ่งหมายที่สำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์
.......ขั้นตอนและความสำคัญของวิธีการทางประวัติศาสตร์ การใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ เพื่อรู้จักและเข้าใจอดีตให้ถ่องแท้ขึ้นนั้น มีกระบวนการที่อาจแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้
.......1. กำหนดหัวข้อที่จะศึกษา ขั้นตอนในการกำหนดหัวข้อที่จะศึกษาประวิติศาสตร์จะเริ่มต้นด้วยการกำหนดหัวข้ออย่างกว้างๆก่อนแล้วค่อยตีกรอบให้แคบลง ไม่ให้มีหัวข้อที่กว้างจนเกินไปหรือแคบจนเกินไปในการกำหนดหัวข้อที่จะศึกษาในเรื่องใดหรือมีความสนใจในเรื่องใด ต้องเริ่มต้นด้วยความในใจในเรื่องนั้นๆก่อน ซึ่งหากนึกไม่ออกว่ามีความสนใจในเรื่องใดต้องฝึกอ่านหนังสือ และหาข้อมูลในเรื่องต่างๆให้มาก เมื่อสนใจจะศึกษาในเรื่องใดๆก็หาข้อมูลอย่างกว้างๆในเรื่องนั้นๆก่อน หรือ การศึกษาภูมิหลังของเรื่องที่สนใจ เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้ก่อนที่จะมีการสืบค้นหาข้อมูลให้ลึกซึ้งต่อไป โดยตั้งเป็นประเด็นคำถาม เช่น มีการศึกษาเรื่องอะไร ในช่วงเวลาไหน เหตุใดต้องศึกษา เพื่อกำหนดแนวทางในการแสวงหาคำตอบอย่างมีเหตุผล
.......2. การค้นหาข้อมูลเมื่อได้หัวข้อที่ต้องการจะค้นคว้าแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การค้นหาข้อมูล เมื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องแล้วรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงและเกี่ยวข้องในการอ้อม ในเรื่องที่ต้องการศึกษา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่เป็นหลักฐานที่เป็นบายลักษณ์อักษร เช่น จารึก จดหมายเหตุ เป็นต้น และหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ เป็นต้น เพื่อหาข้อมูลจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์
.......3. การประเมินคุณค่าของหลักฐาน หลักฐานหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อศึกษาที่รวบรวมมาเพื่อหาความน่าเชื่อถือของหลักฐานประเภทต่างๆที่หามาได้ไม่ใช่ว่าจะนำไปใช้ได้ทั้งหมด อาจพบทีหลังว่าบางชิ้นไม่เกี่ยวข้องโดยตรง และบางชิ้นหากนำไปใช้หรือนำไปอธิบายเหตุการณ์กลับจะทำให้เรื่องราวที่ค้นคว้าขาดความน่าเชื่อถือได้ ดังนั้นต้องมีการประเมินคุณค่าของหลักฐานก่อน ซึ่งเรียกว่า การวิพากษ์วิธีทางประวัติศาสตร์ อันประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ดังนี้
..............3.1 การวิพากษ์หลักฐานภายนอก เป็นขั้นตอนพิจารณา หลักฐานที่ได้มาเป็นของจริงหรือของปลอม
..............3.2 การวิพากษ์หลักฐานภายใน เป็นการประเมินคุณค่าของหลักฐานนั้นว่า ให้ความน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด คือการตรวจสอบองค์ประกอบของหลักฐาน โดยประเมินว่าหลักฐานนั้นเขียนขึ้นเมื่อใด หลักฐานนั้นเขียนหรือสร้างขึ้นที่ใด และหลักฐานนั้นใครเป็นผู้ทำขึ้นและทำขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ใด
.......4. การตีความหลักฐาน เป็นขั้นตอนตีความว่าหลักฐานนั้นให้ข้อมูลหรือข้อสนเทศอะไรบ้าง เนื้อความที่ได้เป็นไปทิศทางเดียวกันหรือไม่ ในการตีความหลักฐานควรกระทำด้วยใจเป็นกลาง แม้จะฝืนกับความรู้สึก หลีกเลี่ยงความมีอคติ
.......5. การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล เมื่อทำการรวบรวมข้อมูล ประเมินคุณค่า และตีความหมาย ขั้นตอนสุดท้าย คือการนำข้อมูลมาวิเคราะห์สังเคราะห์เข้าด้วยกันเป็นเรื่องราวขึ้น
ชุดที่ 001 หลักฐานทางประวัติศาสตร์
หลักฐานทางประวัติศาสตร์
........เฮโรโดตัส Herodotus บิดาแห่งประวัติศาสตร์ ได้นำคำว่า ประวัติศาสตร์ history มาจากคำในภาษากรีกว่า historeo ที่แปลว่า การถักทอ มาเขียนเป็นชื่อเรื่องราวการทำสงครามระหว่างเปอร์เซียกับกรีก
........โดยใช้หลักฐานต่าง ๆ เป็นข้อมูล ในการเขียนเป็นเรื่องราว ซึ่งคล้ายกับการถักทอผืนผ้าให้เป็นลวดลายที่ต้องการ
........เฮโรโดตัส Herodotus จึงเป็น นักประวัติศาสตร์คนแรก ที่นำหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มาศึกษาเพื่อเขียนเป็นเรื่องราว
........อย่างไรก็ตาม การศึกษาเหตุการณ์ในอดีต อาจมีผู้สงสัยว่ามีทางเป็นไปได้หรือไม่และจะศึกษากันอย่างไร
........เนื่องจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วและ บางเหตุการณ์เกิดขึ้นมานานมาก
........จนสุดวิสัยที่คนปัจจุบันจะจำเรื่องราวหรือศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง นักประวัติศาสตร์ ได้อาศัยร่องรอยในอดีตเป็นข้อมูล ในการอธิบายเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ร่องรอยที่ว่านี้เรียกว่า หลักฐานประวัติศาสตร์
หลักฐานประวัติศาสตร์
........นักประวัติศาสตร์ ชาวฝรั่งเศส ชื่อ มาร์ค บลอค Marc Block ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับ หลักฐานประวัติศาสตร์ ว่า หลักฐานประวัติศาสตร์ คือร่องรอยพฤติกรรม การพูด การเขียน การประดิษฐ์คิดค้นการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งที่มีอยู่ภายในหลักฐานก็คือร่องรอย ความรู้สึกนึกคิด โลกทัศน์และจารีตประเพณีของมนุษย์ในอดีตที่อาจ ตกทอดถึงปัจจุบัน โดยมีร่องรอยอยู่ในธรรมชาติและวัฒนธรรมของมนุษย์
........สรุปว่า หลักฐานประวัติศาสตร์ หมายถึงร่องรอยการกระทำ การแสดง การพูด การเขียน การประดิษฐ์ สิ่งก่อสร้าง ร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ รวมทั้งความคิดอ่าน ความรู้สึก ประเพณีปฏิบัติของมนุษย์ในอดีต ที่ได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ ในบริเวณที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งกล่าวได้ว่า อะไรก็ตามที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ทั้งสิ้น
ประเภทหลักฐานประวัติศาสตร์
1. หลักฐานที่จำแนกตามความสำคัญ
1.1 หลักฐานชั้นต้น
1.2 หลักฐานชั้นรอง
2. หลักฐานที่ใช้อักษรเป็นตัวกำหนด
2.1 หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร
2.2 หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
3. หลักฐานที่กำหนดตามจุดหมายของการผลิต
3.1 หลักฐานที่มนุษย์ตั้งใจสร้างขึ้น
3.2 หลักฐานที่มิได้เป็นผลผลิตที่มนุษย์สร้างหรือตั้งใจสร้าง
1.1 หลักฐานชั้นต้น primary sources
........หมายถึง คำบอกเล่าหรือบันทึกของผู้พบเห็นเหตุการณ์หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง ได้แก่ บันทึกการเดินทาง จดหมายเหตุ จารึก รวมถึงสิ่งก่อสร้าง
หลักฐานทางโบราณคดี โบราณสถาน โบราณวัตถุ เช่น โบสถ์ เจดีย์ วิหาร พระพุทธรูป รูปปั้น หม้อ ไห ฯลฯ
1.2 หลักฐานชั้นรอง secondary sources
........หมายถึง ผลงานที่เขียนขึ้น หรือเรียบเรียงขึ้นภายหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นแล้ว โดยอาศัยคำบอกเล่าหรือจากหลักฐานชั้นต้นต่างๆ ได้แก่ ตำนาน วิทยานิพนธ์ เป็นต้น
2.1 หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร written sources
........หมายถึงหลักฐานที่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้แก่ ศิลาจารึก พงศาวดาร ใบลาน จดหมายเหตุ วรรณกรรม ชีวประวัติ นังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร รวมถึงการบันทึกไว้ตามสิ่งก่อสร้าง โบราณสถาน โบราณวัตถุ แผนที่ หลักฐานประเภทนี้จัดว่าเป็นหลักฐานสมัยประวัติศาสตร์
2.2 หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
.......หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งหมดที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
ได้แก่ สิ่งก่อสร้าง โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปการแสดง คำบอกเล่า นาฏศิลป์ ตนตรี จิตรกรรม ฯลฯ
3.1 หลักฐานที่มนุษย์ตั้งใจสร้างขึ้น artiface
........หมายถึง หลักฐานที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต
3.2 หลักฐานที่มิได้เป็นผลผลิตที่มนุษย์สร้างหรือตั้งใจสร้าง หมายถึง วิธีการทางประวัติศาสตร์ กระบวนการสืบค้นเรื่องราวในอดีตของสังคมมนุษย์เริ่มต้นที่ความอยากรู้อยากเห็นของผู้ต้องการ ศึกษาและต้องการสอบสวนค้นคว้า หาคำตอบด้วยตนเอง จากร่องรอยที่คนในอดีตได้ทำไว้และตกทอดเหลือมาถึงปัจจุบัน
........เฮโรโดตัส Herodotus บิดาแห่งประวัติศาสตร์ ได้นำคำว่า ประวัติศาสตร์ history มาจากคำในภาษากรีกว่า historeo ที่แปลว่า การถักทอ มาเขียนเป็นชื่อเรื่องราวการทำสงครามระหว่างเปอร์เซียกับกรีก
........โดยใช้หลักฐานต่าง ๆ เป็นข้อมูล ในการเขียนเป็นเรื่องราว ซึ่งคล้ายกับการถักทอผืนผ้าให้เป็นลวดลายที่ต้องการ
........เฮโรโดตัส Herodotus จึงเป็น นักประวัติศาสตร์คนแรก ที่นำหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มาศึกษาเพื่อเขียนเป็นเรื่องราว
........อย่างไรก็ตาม การศึกษาเหตุการณ์ในอดีต อาจมีผู้สงสัยว่ามีทางเป็นไปได้หรือไม่และจะศึกษากันอย่างไร
........เนื่องจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วและ บางเหตุการณ์เกิดขึ้นมานานมาก
........จนสุดวิสัยที่คนปัจจุบันจะจำเรื่องราวหรือศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง นักประวัติศาสตร์ ได้อาศัยร่องรอยในอดีตเป็นข้อมูล ในการอธิบายเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ร่องรอยที่ว่านี้เรียกว่า หลักฐานประวัติศาสตร์
หลักฐานประวัติศาสตร์
........นักประวัติศาสตร์ ชาวฝรั่งเศส ชื่อ มาร์ค บลอค Marc Block ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับ หลักฐานประวัติศาสตร์ ว่า หลักฐานประวัติศาสตร์ คือร่องรอยพฤติกรรม การพูด การเขียน การประดิษฐ์คิดค้นการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งที่มีอยู่ภายในหลักฐานก็คือร่องรอย ความรู้สึกนึกคิด โลกทัศน์และจารีตประเพณีของมนุษย์ในอดีตที่อาจ ตกทอดถึงปัจจุบัน โดยมีร่องรอยอยู่ในธรรมชาติและวัฒนธรรมของมนุษย์
........สรุปว่า หลักฐานประวัติศาสตร์ หมายถึงร่องรอยการกระทำ การแสดง การพูด การเขียน การประดิษฐ์ สิ่งก่อสร้าง ร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ รวมทั้งความคิดอ่าน ความรู้สึก ประเพณีปฏิบัติของมนุษย์ในอดีต ที่ได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ ในบริเวณที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งกล่าวได้ว่า อะไรก็ตามที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ทั้งสิ้น
ประเภทหลักฐานประวัติศาสตร์
1. หลักฐานที่จำแนกตามความสำคัญ
1.1 หลักฐานชั้นต้น
1.2 หลักฐานชั้นรอง
2. หลักฐานที่ใช้อักษรเป็นตัวกำหนด
2.1 หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร
2.2 หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
3. หลักฐานที่กำหนดตามจุดหมายของการผลิต
3.1 หลักฐานที่มนุษย์ตั้งใจสร้างขึ้น
3.2 หลักฐานที่มิได้เป็นผลผลิตที่มนุษย์สร้างหรือตั้งใจสร้าง
1.1 หลักฐานชั้นต้น primary sources
........หมายถึง คำบอกเล่าหรือบันทึกของผู้พบเห็นเหตุการณ์หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง ได้แก่ บันทึกการเดินทาง จดหมายเหตุ จารึก รวมถึงสิ่งก่อสร้าง
หลักฐานทางโบราณคดี โบราณสถาน โบราณวัตถุ เช่น โบสถ์ เจดีย์ วิหาร พระพุทธรูป รูปปั้น หม้อ ไห ฯลฯ
1.2 หลักฐานชั้นรอง secondary sources
........หมายถึง ผลงานที่เขียนขึ้น หรือเรียบเรียงขึ้นภายหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นแล้ว โดยอาศัยคำบอกเล่าหรือจากหลักฐานชั้นต้นต่างๆ ได้แก่ ตำนาน วิทยานิพนธ์ เป็นต้น
2.1 หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร written sources
........หมายถึงหลักฐานที่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้แก่ ศิลาจารึก พงศาวดาร ใบลาน จดหมายเหตุ วรรณกรรม ชีวประวัติ นังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร รวมถึงการบันทึกไว้ตามสิ่งก่อสร้าง โบราณสถาน โบราณวัตถุ แผนที่ หลักฐานประเภทนี้จัดว่าเป็นหลักฐานสมัยประวัติศาสตร์
2.2 หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
.......หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งหมดที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
ได้แก่ สิ่งก่อสร้าง โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปการแสดง คำบอกเล่า นาฏศิลป์ ตนตรี จิตรกรรม ฯลฯ
3.1 หลักฐานที่มนุษย์ตั้งใจสร้างขึ้น artiface
........หมายถึง หลักฐานที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต
3.2 หลักฐานที่มิได้เป็นผลผลิตที่มนุษย์สร้างหรือตั้งใจสร้าง หมายถึง วิธีการทางประวัติศาสตร์ กระบวนการสืบค้นเรื่องราวในอดีตของสังคมมนุษย์เริ่มต้นที่ความอยากรู้อยากเห็นของผู้ต้องการ ศึกษาและต้องการสอบสวนค้นคว้า หาคำตอบด้วยตนเอง จากร่องรอยที่คนในอดีตได้ทำไว้และตกทอดเหลือมาถึงปัจจุบัน
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)