วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ชุดที่ 026 การก่อการร้าย

การก่อการร้าย หมายถึง
..........ปฏิบัติการรุนแรงที่มีการคิดและเตรียมการไว้ก่อนล่วงหน้า เพื่อสร้างอิทธิพลกดดันต่อรัฐบาลหรือขู่เข็ญต่อสาธารณะ
..........โดยมีเหตุจูงใจทางการเมือง ศาสนา หรือลัทธิความคิด และการกระทำดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทำลายล้างที่รุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน และความปลอดภัยของสาธารณะ

..........สาเหตุของการก่อการร้าย มักเกิดจากความต้องการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือต้องการเผยแพร่ลัทธิความเชื่อ หรือต้องการเรียกร้องความสนใจจากรัฐบาลหรือประชาคมโลก

รูปแบบของสงครามการก่อการร้าย
..........การก่อการร้ายจะมุ่งกระทำต่อเป้าหมายที่เป็นสัญลักษณ์ รวมถึงพลเรือน เพื่อก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตวิทยาอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดความหวาดกลัว
..........เพื่อดำเนินจุดมุ่งหมายต่างๆ กัน อาทิเช่น การต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ภราดรภาพ
สงครามศาสนา ไปจนถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน
..........แต่ด้วยปัจจัยทางการเงินซึ่งเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติการสงครามเต็มรูปแบบ ผู้ก่อการร้ายส่วนใหญ่มักไม่มุ่งเป้าหมาย ไปยังสถานที่ที่มีการวางกำลังหรือมีระบบการป้องกันหนาแน่น
..........แต่เลือกที่จะปฏิบัติต่อเป้าหมาย ที่มีระบบการระวังป้องกันหละหลวม หรือเข้าปฏิบัติการในช่วงเวลาที่ไม่ได้คาดหมาย และเป้าหมายนั้นต้องเป็นเป้าหมายที่น่าจะได้รับความสนใจมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ลักษณะขององค์กรการก่อการร้าย
..........มักเป็นกลุ่มมีขนาดเล็ก มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น จึงสามารถปฏิบัติการอย่างลับๆ ได้ง่าย และข่าวสารรั่วไหลได้ยาก
..........นอกจากนี้สมาชิกขององค์กรมักจะมีพื้นฐานความเป็นอยู่ เชื้อชาติ ศาสนา
วัฒนธรรมในอดีตที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน จึงมีจุดร่วมที่เหนียวแน่น ทำให้ไม่เกิดความแตกแยก

..........จุดมุ่งหมายในการปฏิบัติการของผู้ก่อการร้าย อาจจำแนกได้หลายประการ
โดยอาจปฏิบัติการเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายประการเดียว หรือหลายประการรวมกันก็ได้
ได้แก่

..........1. การทำให้เป็นที่รู้จัก สร้างความสนใจ และสร้างการยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ซึ่งมักเป็นจุดประสงค์เบื้องต้นเมื่อแรกตั้งองค์กรหรือกลุ่มขึ้นมา

..........2. การบีบบังคับโดยการต่อต้านนโยบายหรือการกระทำของรัฐ เพื่อให้รัฐบาลทบทวนหรือแก้ไขนโยบายบางอย่าง

..........3. การบีบบังคับโดยการต่อต้านกลุ่มหรือตัวบุคคลมากกว่านโยบาย

..........4. การสร้างสถานการณ์ให้รัฐบาลตอบโต้ กระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเห็นใจ และหันมาให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย

..........5. การสนับสนุนการกบฏ การปฏิวัติ หรือการก่อการร้ายอื่นๆ

เทคนิคและวิธีการก่อการร้าย
มีรูปแบบหลักๆ ดังนี้

..........1. การลอบสังหารบุคคลสำคัญที่เป็นแกนนำการเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้าม

..........2. การใช้ระเบิด ได้แก่ การวางระเบิด หรือการใช้ระเบิดพลีชีพ ซึ่งเป็นวิธีที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายนิยมใช้มากที่สุดวิธีหนึ่ง

..........3. การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ เพื่อเรียกร้องความสนใจและให้ชื่อเสียงขององค์กรเป็นที่รู้จักในวงกว้าง รวมถึงอาจเป็นการเจรจาต่อรองให้ปล่อยเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ถูกกักขังโดยกองกำลังของฝ่ายตรงข้าม หรือเพื่อระดมเงินทุนให้กับองค์กร

..........4. การจัดตั้งตัวแทนหรือผลักดันตัวบุคคลสาธารณะที่มีแนวความคิดเดียวกันให้เป็นที่รู้จักในวงสังคม เพื่อขยายอิทธิพลของแนวความคิดและความเชื่อขององค์กรต่อสาธารณะ

ชุดที่ 025 การขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก 2

ชุดที่ 024 การขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก

ชุดที่ 024 การขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก

..........ความสำเร็จของการปฏิวัติอุตสาหกรรมของชาติมหาอำนาจตะวันตกเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความต้องการแสวงหาแหล่งวัตถุดิบและตลาดระบายสินค้าใหม่ๆที่เพิ่มมากขึ้น อันนำไปสู่การขยายอิทธิพลและการยึดครองดินแดนอื่นในทวีปเอเชีย
..........อเมริกากลางและแอฟริกาทีี่อุดมสมบูรณ์ด้วยวัตถุดิบสำหรับเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้เมืองแม่ ซึ่งกลายเป็นที่มาของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
..........การแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในสมัยจักรวรรดินิยมยุคใหม่ส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องหลายประการ ประการแรกก็คือ
..........การแข่งขันกันขยายอิทธิพลของชาติตะวันตกได้ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ชาติมหาอำนาจเหล่านั้นในการยึดครองดินแดนต่างๆเป็นอาณานิคมของตน
..........โดยมีการอ้างภาระหน้าที่ของคนผิวขาวที่จะต้องไปปกครองและนำอารยธรรมไปเผยแพร่ให้กับคนผิวสีอื่นในดินแดนที่ล้าหลังและห่างไกลความเจริญ
ส่งผลให้ประชากรในดินแดนอาณานิคมเกิดการซึมซับในศาสนา วัฒนธรรม วิถีการดำเนินชีวิต แนวคิดและค่านิยมแบบตะวันตก
..........ผลกระทบที่ตามมาอีกประการของการขยายอิทธิพล ได้แก่ การเกิดข้อพิพาทและความขัดแย้งในผลประโยชน์ระหว่างชาติตะวันตก เป็นเหตุให้บรรยากาศทางการเมืองของโลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียด และเริ่มมีการแสวงหาพันธมิตรเพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับประเทศเมื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มอื่นที่มีผลประโยชน์ขัดกับตน จนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. 1914 และสิ้นสุดในปีค.ศ.1918
..........อย่างไรก็ดี การรวมกลุ่มเพื่อสร้างพันธมิตรก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักปัจจัยเดียวของการเกิดสงครามโลก สาเหตุหลักอีกข้อที่เป็นชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็คือความตื่นตัวในลัทธิชาตินิยมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ
..........ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี ฝรั่งเศสหรือออสเตรีย - ฮังการี ความรักและภาคภูมิใจในชาติของตนอย่างรุนแรงจนก่อเกิดเป็นลัทธิชาตินิยมทำให้รัฐชาติในยุโรปปรารถนาจะเห็นชนชาติของตนมีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือชาติอื่น และทะเยอทะยานที่จะผลักดันชาติของตนให้ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ
   
การแย่งชิงดินแดนอาณานิคม
..........การแข่งขันสร้างแสนยานุภาพทางทหารและขบวนการชาตินิยมเป็นเสมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ
..........จนกระทั่งถึงจุดแตกหักเมื่อสมาชิกกลุ่มชาตินิยมในเซอร์เบียที่ต่อต้านการแทรกแซงของจักรวรรดิออสเตรีย - ฮังการี
..........ซึ่งในขณะนั้นขัดแย้งกับเซอร์เบียเรื่องการสร้างเขตอิทธิพลในแหลมบอลข่าน ลอบปลงพระชนม์มกุฎราชกุมารฟรานซิส เฟอร์ดินานด์แห่งออสเตรีย - ฮังการีในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914
..........เหตุการณ์นี้ทำให้ประเทศต่างๆที่เป็นอริกันต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน
ก่อนที่จะประกาศสงครามต่อกันเป็นลูกโซ่ และกลายเป็นสงครามใหญ่ในเวลาต่อมา
..........สงครามครั้งนี้ได้แบ่งมหาอำนาจตะวันตกออกเป็น 2 ฝ่าย คือ
ฝ่ายไตรภาคีหรือมหาอำนาจกลาง ซึ่งประกอบด้วยเยอรมัน ออสเตรีย - ฮังการี  ตุรกีและอิตาลี
..........และฝ่ายไตรพันธมิตรหรือพันธมิตร อันประกอบไปด้วยอังกฤษ
ฝรั่งเศส รัสเซียและสหรัฐอเมริกา สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายพันธมิตรและความพ่ายแพ้ของฝ่ายมหาอำนาจกลาง เป็นผลให้มีการทำสนธิสัญญาแวร์ซายส์สำหรับเยอรมัน รวมไปถึงสนธิสัญญาอีก 4 ฉบับสำหรับพันธมิตรของเยอรมัน
..........ในสนธิสัญญาดังกล่าวระบุให้ฝ่ายผู้แพ้สงครามต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล ต้องลดกำลังทางทหารและอาวุธ ตลอดจนต้องเสียดินแดนในอาณานิคมที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจให้แก่ฝ่ายพันธมิตรด้วย
   
สงครามโลกครั้งที่ 1
..........เป็นสงครามแห่งมวลมนุษยชาติครั้งแรกที่มีผู้คนจำนวนมากจากทุกทวีปเข้าร่วมการสู้รบ
..........และนับว่าเป็นความหายนะครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งเท่าที่เคยปรากฏใน ประวัติศาสตร์โลก ที่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงแก่ทุกฝ่าย อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชีวิต ทรัพย์สิน ระบบการค้าหรือการเงินระหว่างประเทศ
..........นอกจากนี้ การที่กลุ่มประเทศผู้แพ้สงครามถูกบีบบังคับให้ลงนามยอมรับข้อตกลงของสนธิสัญญาที่ตนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างก็ได้ก่อให้เกิดภาวะตึงเครียด
จนเป็นชนวนหนึ่งที่นำไปสู่  การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย

ชุดที่ 023 ลัทธิชาตินิยม

ลัทธิชาตินิยม

..........ลัทธิชาตินิยมเป็นลัทธิการเมืองที่เน้นความจงรักภักดีต่อรัฐชาติ โดยถึงว่าชาติเป็นที่มาของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคมหรือวัฒนธรรม เป็นความรู้สึกรักรัฐชาติและความรู้สึกในเรื่องความเป็นชาติของคนในแต่ละสมัยแต่ละท้องถิ่น แม้จะมีลักษณะคล้ายลึงกันแต่ก็มีส่วนแตกต่างกันไปตามสภาพของภูมิศาสตร์ การเมือง สังคม และประวัติศาสตร์ เมื่อพิจารณาลักษณะละเอียดแล้ว ชาตินิยมของแต่ละชาติจึงมีลักษณะต่างกัน

..........ลัทธิชาตินิยมเจริญขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่15-17เกิดจากกษัตริย์ต้องการพ้นจากอำนาจของศาสนจักรคาทอลิก และอิทธิพลของขุนนางในระบอบพี่วดัล นโยบายพาณอชยนิยม ชึ่งรัฐใช้นโยบายสนับสนุนการค้าภายนอกเป็นนโยบายระดับชาติ ช่วงเพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจแก่กษัตริย์และชนชั้นกลาง ส่วนการสนับสนุนให้ใช้ภาษาประจำชาติแทนภาษาประจำชาติแทนภาษาละตินก็ทำให้วัฒธรรมของเชื้อชาติแต่ละเชื้อชาติเจริญขึ้น เนื้อหาทางวัฒนธรรมด้านต่างๆก็หันกลับไปสู่กรีกและโรมันแทนวัฒนธรรมของคริสต์ศาสนา จึงอาจกล่าวได้ว่าลัทธิชาตินิยมในเบื้องต้นนี้เป็นลัทธิชาตินิยมของชนชั้นสูงคือกษัตริย์

..........การปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นการมาชีพ แนวความคิดแบบสังคมนิยมชึ่งเน้นความเสนอภาค ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาตินิยมในยุคนี้ ชัยชนะของคอมมิวนิสต์ในรัสเซียทำให้พวกสังคมนิยมมีกำลังใจในการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนระบบการเมืองใหม่ ความคิดได้แผ่เข้าไปในเอเซียและแอฟริกา โดยเฉพาะประเทศอาณานิคมการกู้ชาติกับการเป็นสังคมนิยมจึงมีความสัมพันธ์กัน และมีลักษณะเป็นการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพต่อผ่ายปกครอง โดยเฉพาะที่เป็นคนต่างชาติ เป็นการปฏิวัติของผ่ายซ้ายต่อผ่ายขวา ในช่วงนี้จึงกล่าวได้ว่าลัทธิชาตินิยมเป็นอุดมคติของชนชั้นกรรมาชีพ

สาเหตุการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

..........1. การดำเนินนโยบายปฏิรูป
..........ใน ค.ศ. 1986 ดำเนินการปฏิรูปเป็นไปในลักษณะเสรีประชาธิปไตย นโยบายดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและคอมมิวนิสต์อนุรักษนิยม ในสมัยอดีตประธานาธิบดี มิคาอิล กอร์บาชอฟ ที่ใช้นโยบายกราสนอฟ-เปรเนฟรอยกา หรือ นโยบายปรับ-เปิด คือ ปรับปรุงภายในประเทศและเปิดรับอารยธรรมจากต่างชาติ แต่ประชาชนไม่มีทักษะที่ดีพอทางด้านการแข่นขันทางด้านการค้า เพราะเคยชินแต่การรอรับ การสั่งการจากรัฐบาล พอเปิดประเทศทำให้เกิดการตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
..........2. การใช้นโยบายที่ผ่อนปรนกับการเคลื่อนไหวในการแยกเอกราชจากสาธารณรัฐต่างๆ มากเกินไป ทำให้เกิดความเข้มแข็งจนรัฐบาลกลางไม่สามารถแก้ไขได้ในที่สุด

..........3.การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศโปแลนด์ ที่เคยเป็นอดีตประเทศบริวารเปลี่ยนไปปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยพรรคกรรมกรของนายเล็ก วาเล็นซาแห่งโปแลนด์ เป็นผู้นำ รวมถึงอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศยุโรปตะวันออกอื่นๆ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากนัก และการรวมเยอรมันนีซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงในสหภาพโซเวียตที่สำคัญ

ผลกระทบจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตที่มีต่อสังคมโลก

..........1. ทำให้สงครามเย็นระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตยกับฝ่ายประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ต้องสิ้นสุดลง

..........2. ดุลแห่งอำนาจของโลกเปลี่ยนแปลงไป สหรัฐอเมริกาได้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก

..........3. การที่สหภาพโซเวียตแตกออกเป็นสาธารณรัฐต่างๆ ทำให้ประเทศในสหภาพโซเวียตเดิมมีความอ่อนแอ มีการแยกตัวออกเป็นประเทศเอกราชของอดีตสหภาพโซเวียต 15 ประเทศ

..........4. ทำให้องค์การระหว่างประเทศต่างๆ เปิดรับประเทศสมาชิกใหม่จากภูมิภาคยุโรปตะวันออกได้

..........5. สิ้นสุดของการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก เป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันในประเทศยุโรป เป็นสหภาพยุโรป

ชุดที่ 022 อิทธิพลของนักปราชญ์ค่อการปฎิวัติฝรั่งเศษ

อิทธิพลของนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส

.........1.มองเตสกิเออ เป็นนักปราชญ์ที่เสนอแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกอำนาจทางการเมือง
.........ผู้ให้กำเนิดแนวคิดในการแบ่งแยกอำนาจปกครองสูงสุด หรืออำนาจอธิปไตย ออกเป็นฝ่าย โดยพิจารณาในแง่ขององค์กรผู้ใช้อำนาจ
.........ออกเป็นอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ ตามแนวคิดของอริสโตเติล นักปราชญ์การเมืองชาวกรีกโบราณ
.........บนพื้นฐานหรือมีเป้าประสงค์ประการสำคัญแหล่งหลักการคือการให้อำนาจแต่ละฝ่ายถ่วงดุลและตรวจสอบซึ่งกันและกันทั้งสามฝ่าย
.........และเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ปลอดจากการใช้อำนาจ โดย  มิชอบขององค์กรภาครัฐ
.........ที่ใช้อำนาจหนึ่งอำนาจใดที่อาจละเมิดลิดรอนโดยอำนาจรัฐไม่ว่าฝ่ายใด ซึ่งตามแนวคิดดั้งเดิมของมองเตสกิเออนั้น
.........ได้แบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งใช้อำนาจปฏิบัติการต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับกฎหมายมหาชน
.........และองค์กรที่ใช้อำนาจปฏิบัติการต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับกฎหมายเอกชน ซึ่งก็คือ สภาที่ทำหน้าที่ประชุมและปรึกษาในเรื่องการเมือง
.........องค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือช้าราชการ และองค์กรฝ่ายตุลาการ นั่นเอง

.........เหตุผลที่มองเตสกิเออเสนอแนวคิด ให้แบ่งแยกอำนาจการปกครองสูงสุดนี้
เนื่องจากเขาเห็นว่า
.........หากอำนาจในการนิติบัญญัติ หรือการตรากฎหมาย อำนาจในการบริหารหรือการบังคับตามมติมหาชน และอำนาจตุลาการในการพิจารณาคดี
.........ถูกใช้โดยบุคคลเดียวหรือองค์กรเดียว ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือประชาชนก็ตามแล้ว ยากที่จะมีเสรีภาพอยู่ได้
.........ทั้งนี้เป็นเพราะ ผู้ใช้ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ รวมกับอำนาจบริหาร จะออก
กฎหมายแบบทรราช และบังคับใช้กฎหมายในทางมิชอบ
.........หากอำนาจตุลาการรวมกันกับอำนาจนิติบัญญัติ ผู้พิพากษาจะเป็นผู้ออกกฎหมาย อันอาจส่งผลให้ชีวิตและเสรีภาพของผู้ใต้การปกครอง ถูกบังคับควบคุมโดยกฎหมายที่ลำเอียง
.........และหากให้อำนาจตุลาการรวมกับอำนาจบริหารแล้ว ผู้พิพากษาจะประพฤติตัวแบบกดขี่รุนแรง
.........อันจำเป็นต้องแยกอำนาจแต่ละด้านออกจากกัน แนวคิดของมองเตสกิเออ มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และทั่วโลก

.........2.ณอง ณาคส์ รุสโซ่ เป็นนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติประชาธิปไตยในฝรั่งเศสอย่างมาก โดยเขียนหนังสือเรื่อง สัญญาประชาคม เพื่อไม่ให้เกิดการลิดรอนสิทธิ เสรีภาพของกันและกัน โดยแนวคิดของรุสโซ่เน้นถึงการเสมอภาคทางด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชน พันธะสัญญาทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับประชาชน การมีส่วนร่วมในการปกครองของประชาชน ถ้ารัฐบาลผิดสัญญาประชาชนก็มีสิทธิล้มล้างรรัฐบาลได้ จัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาปกครองแทน

.........3.วอลแตร์ เป็นนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่ต่อสู้เรื่องความเสมอภาคและความมีอิสรภาพของประชาชน  ในด้านการแสดงความคิดเห็นเป็นสำคัญ เป็นผู้มีอิทธิพลต่อากรปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก

ชุดที่ 021 การปฏิวัติฝรั่งเศส

การปฎิวัติฝรั่งเศส

........1. สาเหตุทางสังคมและการเมืองการปกครอง โดยฐานะของผู้คนในสังคมมีสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ  ชนชั้นอภิสิทธิ์และชนชั้นสามัญชน แต่ในทางปฏิบัติทางการจะแบ่งฐานะของพลเมืองออกเป็น 3 ชนชั้นหรือ 3 ฐานันดร  ได้แก่
................ฐานันดรที่ 1 คือ พระและนักบวชในคริสต์ศาสนา
................ฐานันดรที่ 2 คืน ขุนนางและชนชั้นสูง ทั้งสองฐานันดรเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์  มีจำนวนประมาณร้อยละ 2 ของจำนวนประชากรทั้งหมด มีชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบายและหรูหรา
................ฐานันดรที่ 3 คือ สามัญชน ส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ยากจนและถูกขูดรีดภาษีอย่างหนัก รวมทั้งพวกชนชั้นกลาง เช่น พ่อค้า ช่างฝีมือ และปัญญาชน ฯลฯสาเหตุที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789

........2. ปัญหาทางเศรษฐกิจ  จากการที่มีระบบเศรษฐกิจที่ล้าหลัง และเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินของประเทศเนื่องมาจากการทำสงครามภายนอกประเทศ รวมถึงการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของราชสำนัก รัฐบาลของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (ค.ศ. 1776-1792 ) จึงมีนโยบายจะเก็บภาษีอากรจากประชาชนเพื่อชดเชยรายจ่ายที่ต้องสูญเสียไป จึงสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ

........3. ความเสื่อมโทรมของระบอบการปกครองแบบเก่า  กษัตริย์ฝรั่งเศสในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทรงมีพระราชอำนาจเป็นล้นพ้นไม่มีขอบเขตจำกัดและทรงอยู่เหนือกฎหมายของบ้านเมืองโดยเฉพาะในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มีหลายครั้งที่ทรงใช้อำนาจโดยไม่ฟังเสียงประชาชน ทรงไม่สนพระทัยการบริหารบ้านเมือง อีกทั้งยังทรงอยู่ภายใต้อิทธิพล
ของพระนางมารี อังตัวเนตต์เป็นพระราชินี ซึ่งทรงนิยมใช้จ่ายในพระราชสำนักอย่างฟุ่มเฟือย

จุดเริ่มต้นการปฎิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789

........1.เปิดประชุมรัฐสภา รัฐบาลมีการเรียกประชุมสภาฐานันดร แต่มีการแยกประชุมทำให้ตัวแทนฐานันดรที่ 3 ไม่พอใจ
........2.ฐานันดรที่ 3 แยกตัวออกไปตั้งสมัชชาแห่งชาติ
........3.การแหกคุกที่บาสเตียส์ จากความขัดแย้งระหว่างฐานันดร ทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ต้องใช้กำลังแก้ปัญหา จึงทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมากต่อต้านรัฐบาล ลุกลามจนถึงการเข้าทำลายคุกบาสเตียร์ สถานที่คุมขังนักโทษทางการเมือง

ผลการปฎิวัติฝรั่งเศสที่มีต่อชาวโลก

........1. เปลี่ยนจากการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบสาธารณรัฐ
........2. แนวคิดทางการเมือง เป็นเหตุการณ์ที่สร้างและเผยแผ่หลักการของแนวทางการเมืองใหม่ เช่น เสรีนิยม ชาตินิยม ขยายออกไปอย่างกว้างขวางและทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยและยังถือว่าเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของการเมืองโลก

ชุดที่ 020 กฏบัตรแมกนา คาร์ตา

กฎบัตรแมกนา คาร์ตา

.........กฎบัตรแมกนา คาร์ตา ของอังกฤษเมื่อปี ค.ศ.1215 เป็นเอกสารที่ให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพแก่ราฎรของอังกฤษในสมัยพระเจ้าจอห์น ที่แมกนา คาร์ตา ได้ให้การรับรองสิทธิและเสรีภาพแก่ราษฎรของอังกฤษ

.........มหากฎบัตรแมกนาคาร์ตา จัดทำขึ้น เมื่อ 21 มิถุนายน ค.ศ.1215 ซึ่งนับว่าเป็นเอกสารชิ้นแรกทางประวัติศาสตร์ ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน มีบทบัญญัติทั้งสิ้น 63 ข้อ

.........มีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอีก คือ “The Act of Habeas Corpus” เป็นกฎหมายฉบับที่ 2 บัญญัติขึ้นในปี ค.ศ. 1679

.........ต่อมาได้มีการประกาศใช้กฎหมาย “The English Bill of Rights” เป็นฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1689 กฎหมายฉบับนี้นับได้ว่าให้กำเนิดวิธีการพิจารณาคดีโดยลูกขุน

มีสาระสำคัญคือ

.........1. พระมหากษัตริย์จะเก็บภาษีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากที่ประชุมของพวกนักบวชและพวกขุนนางไม่ได้

.........2. การงดเว้นใช้หรือไม่ใช้กฎหมายบังคับแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจะกระทำไม่ได้ (เข้ากับหลักความเสมอภาคทางกฎหมาย

.........3. บุคคลใดจะจับกุม กักขัง ขับไล่ หรือริบทรัพย์ ผู้ใดผู้หนึ่งมิได้ เว้นแต่จะได้การพิจารณาโดยบุคคลชั้นเดียวกับเขา และกฎหมายบ้านเมือง (บัญญัติรับรองสิทธิของประชาชนในการเคลื่อนย้ายภายในประเทศ และการเดินทางออกนอกประเทศโดยเสรี)

.........กฎบัตรแมกนา คาร์ตา ถือเป็นครั้งแรกที่ระบอบกษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อสภาขุนนาง ซึ่งถือเป็นตัวแทนของประชาชนมีอิทธิพลมาก

.........ผลที่เกิดจากการลงนามในกฎแมกนา คาร์ตา ของพระเจ้าจอห์นที่ 5 มีผลทำให้พระราชอำนาจของมหากษัตริย์ถูกจำกัด โดยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศ ไม่มีอำนาจสิทธิขาดเหมือนเดิมและแมกนา คาร์ตา ยังเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศอังกฤษ รวมถึงเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญให้เกิดการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น